แท็ก

บทความที่เกี่ยวข้อง audi e tron engine

สำรวจความนิยมแบรนด์รถยนต์ในแต่ละประเทศ ใครยืนหนึ่ง? อันดับสองค่ายใดมาชมกัน

ขณะที่ Chevrolet (เชฟโรเลต) เป็นแบรนด์ยอดนิยมในอียิปต์ ส่วน Toyota ครองส่วนแบ่งตลาดเกือบ 100% ในเยเมนAudi

"ซิลิโคน" จะเป็นทางเลือกใหม่ในการผลิตแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าให้ อึด ทน นาน กว่าเดิม

ไม่มีส่วนประกอบที่เป็นอันตรายต่อธรรมชาติ เช่น ของเหลว กรด หรือตะกั่ว จึงปลอดภัยต่อมนุษย์และสิ่งแวดล้อมAudi

เผยโฉม 2022 BMW iX รถเอสยูวีไฟฟ้าที่ดีที่สุดเวลานี้? เบียด Audi e-tron

BMW Operating System เจนเนอเรชั่นใหม่ซึ่งข่าวระบุว่าผลิตด้วยวัสดุคริสตัล BMW iX Audi

Audi เดินหน้าเข้าสู่ยุครถยนต์ไฟฟ้าเต็มตัวภายใน 2035 หลัง Audi e-tron ขายได้ 9,227 คัน ขึ้นอันดับ 1 ใน Norway

2035ซึ่งจะมีการแจ้งแผนออกมาในอีกไม่กี่เดือน พร้อมสถานะของโรงงานที่จะต้องเปลี่ยนไปผลิตแบบไฟ้าแบบเต็มตัวยอดขาย e-Tron

Review: 2019-2020 Audi e-tron เอสยูวีพรีเมียมพลังงานไฟฟ้า

Audi (อาวดี้) ค่ายรถยนต์หรูจากยุโรป ส่งรถเอสยูวีอเนกประสงค์หรูพลังงานไฟฟ้าอย่าง 2019-2020 Audi e-tron

Audi เปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้าสปอร์ตรุ่นใหม่ 2022 Audi e-tron GT และ Audi RS e-tron GT เริ่ม 3,621,000 บาท

Coupe คือ 2022 Audi e-tron GT (อาวดี้ อีทรอน จีที) เริ่ม 3,621,000 บาท และ Audi RS e-tron GT (อาวดี้

พาชม 2020 Audi TT RS สีส้ม Pulse Orange 400 แรงม้า เจ้าของค่าตัว 5.299 ล้านบาท

All-New 2020 Audi TT RS (2020 อาวดี้ ทีที อาร์เอส) เปิดตัวในประเทศไทยด้วยฝึมือของอาวดี้ ไทยแลนด์ และทำราคาแบบหยุดโลกที่

นอร์เวย์ผงาดชาติแรกยอดขายรถพลังไฟฟ้าแซงรถเครื่องยนต์สันดาป – แล้วเมืองไทยล่ะ?

จะพบว่ารถพลังไฟฟ้ามีสัดส่วนยอดขายเพียง 1% เท่านั้นสมาคมยานยนต์แห่งนอร์เวย์ (OFV) ระบุว่ารถพลังไฟฟ้าที่มียอดขายสูงที่สุดในปี 2020 คือ Audi

แบงค์บอกต่อ CX-5 ลดเหลือ 1,160,000 บาทกับ Audi อัดดอกเบี้ย 0% ก่อนงาน Motor Expo 2020

Mazda และ Audi นำรถมาลดราคา และขนแคมเปญงาน Motor Expo 2020 เพื่อให้ลูกค้าได้ออกมาจับจองกันก่อน พร้อมแล้ววันนี้Mazda

2021 Audi e-tron GT เตรียมบุกไทยปีนี้ พร้อมตระกูล RS อีกหลายรุ่น

ซึ่งรวมไปถึงรถยนต์สปอร์ตไฟฟ้า Audi e-tron GT (อาวดี้ อี-ตรอน จีที) ที่จะเปิดตัวในตลาดโลกในสัปดาห์หน้า

ดูเพิ่มเติม

เป็นไปได้? ผู้บริหาร Audi ชี้รถพลังไฟฟ้าจะมีแบตเตอรี่เล็กลงในอนาคต

ซีอีโอ Audi (อาวดี้) ออกมาให้ความเห็นว่ารถยนต์ไฟฟ้าจะมีแบตเตอรี่ขนาดเล็กลงในอนาคต เมื่อเทคโนโลยีการชาร์จไฟและจุดชาร์จไฟมีพัฒนาการก้าวหน้ามากขึ้นจากการแข่งขันด้านพละกำลังทั้งแรงม้าและแรงบิดของรถเครื่องยนต์สันดาปในอดีต

จับตา 10 รถใหม่เตรียมเปิดตัวปี 2021 รุกตลาดโลก หลายรุ่นเข้ามาขายเมืองไทยด้วย

โดยเฉพาะสปอยเลอร์หลังในตัวแบบเชิดขึ้นที่บั้นท้าย เครื่องยนต์จะใช้เทคโนโลยีของ Subaru บล็อก 4 สูบนอน ขนาด 2.4 ลิตร ไม่มีระบบอัดอากาศAudi

Audi e-Tron รุ่นย่อย Premium ใหม่ ราคาถูกลง 10% ตัดออพชั่นอะไรบ้าง?

Audi e-Tron รถครอสโอเวอร์พลังไฟฟ้าล้วน ซึ่งทำยอดขายไม่ดีนักในสหรัฐอเมริกา จึงได้ออกกลยุทธ์ใหม่ เปิดตัวรุ่นล่างสุดที่มีราคาเอื้อมถึงง่ายขึ้น

เปิดตัว 2020 Audi e-tron Sportback ค่าตัว 5.299 ล้านบาท จำกัดโควต้า 15 คันในไทย

2020 Audi e-tron Sportback 55 quattro S line (อาวดี้ อี-ทรอน สปอร์ตแบ็ก) เปิดตัวอย่างเป็นทางการในไทย

2021 Lexus UX300e เปิดตัวใหม่จะได้ส่วนแบ่งตลาดรถไฟฟ้าหรูจาก Audi e-tron ได้หรือไม่

Premiumสำหรับ 2021 Lexus UX300e ที่เพิ่งเปิดตัวนี้จะมีความสามารถเพียงพอที่จะได้ส่วนแบ่งตลาดรถไฟฟ้าสุดหรูจาก Audi

Audi Thailand ปรับกลยุทธ์ฝ่า COVID-19 เน้นเพิ่มสินค้า-ทำราคาสู้-ปรับบริการรับลูกค้า

Audi Thailand (อาวดี้ ประเทศไทย) ปรับแผนงานฝ่าวิกฤต COVID-19 เน้น 3 นโบายหลัก เพิ่มความหลากหลายของสินค้า

2021 Audi RS Q3 Sportback ยืนยันมาไทย 19 ก.พ. นี้ คาดราคา 5 ล้านกว่าบาท สู้กับ Mercedes-AMG เต็ม ๆ

2021 Audi RS Q3 Sportback (อาวดี้ อาร์เอส คิว3 สปอร์ตแบค) เอสยูวีท้ายลาดพื้นฐานจาก Audi Q3 จะมาขายไทยวันที่

ควักเพิ่ม 2 แสน! ทำไมถึงควรเลือก 2020 Audi e-tron Sportback มากกว่า e-tron สแตนดาร์ด

2020 Audi e-tron Sportback (อาวดี้ อี-ทรอน สปอร์ตแบ็ก) รุ่นใหม่เปิดตัวลุยตลาดบ้านเราแล้วด้วยราคา 5.299

อาวดี้เตรียมเปิดตัว 2021 Audi e-tron GT พร้อมสู้ Porsche Taycan ได้หรือไม่?

Audi e-tron GT Concept ในงาน Los Angeles Auto Show หลังจากที่มีการเปิดตัว Audi e-tron Quattro และ รถอเนกประสงค์

ชมคุณสมบัติเด่น 2022 Audi Q4 e-tron รถเอสยูวีไฟฟ้าขนาดเล็กแฝงความดุดัน

2022 Audi Q4 e-tron2022 Audi Q4 e-tron และ Q4 e-tron Sportback (2022 อาวดี้ คิว4 อี-ทรอน) เผยโฉมอย่างเป็นทางการ

รวมรถ EV เปิดตัวใหม่ในงานมอเตอร์โชว์ 2021 ราคาเริ่มตั้งแต่ 3 แสนกว่าจนถึงหลายล้าน

เพิ่มความเป็นไฟฟ้าที่ดูแลง่าย จึงทำยอดจองเยอะมาก ต้องต่อคิวรอนานเป็นปี ด้วยราคาขายเพียง 2.29 ล้านบาทAudi

Audi TT RS 40 years of Quattro ฉลอง 40 ปีระบบขับเคลื่อนสี่ล้อของอาวดี้ จำกัด 40 คันเท่านั้น

Audi (อาวดี้) เฉลิมฉลอง 40 ปีเทคโนโลยี Quattro ขับเคลื่อน 4 ล้อ ด้วยการแต่งโมเดลโรดสเตอร์รุ่นดังอย่าง

ชมคันจริง 2020 Audi e-Tron Sportback ขายไทยในราคา 5.299 ล้านบาท มีดีแค่หลังคาลาดลงรึเปล่า?

2020 Audi e-tron Sportback (อาวดี้ อี-ตรอน สปอร์ตแบ็ค) เปิดตัวขายในไทยแล้วด้วยราคา 5,299,000 บาท เป็นรถเอสยูวีพลังไฟฟ้าล้วน

ลองขับจริง One-Pedal มันคืออะไรกัน ใช้ง่ายกว่า e-Pedal หรือไม่

หลังจากการได้ลองขับ Nissan Kicks e - POWER แล้ว นับได้ว่าเป็นรถที่ขับสนุก ช่วงล่างดี อัตราเร่งที่มาไวเอามาก

2020 Audi e-tron Sportback จ่อลุยเมืองไทยสัปดาห์หน้า คาดราคาทะลุ 5.3 ล้านบาท

บริษัท ไมซ์สเตอร์ เทคนิค จำกัด ผู้จำหน่ายรถยนต์ Audi ในประเทศไทยเตรียมเปิดตัว 2020 Audi e-tron Sportback

ยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าในนอร์เวย์ พ่งสูงเกือบ 90% เอาชนะเครื่องยนต์ดีเซลและเบนซินที่แรกในโลก

3จากการรายงานของ Norwegian Road Federation (OFV-กรมการขนส่งนอร์เวย์) ในปี 2020 รถที่ขายดีที่สุดคือ Audi

ชมงาน BIMS 2021 ดู GWM มาแรง MG Extender หน้าใหม่ หรือ Audi e-tron GT และอื่น ๆ เรารวมไว้ให้คุณแล้วที่นี่

ๆ ร้อน ๆ ก็คือ Audi Q5 (อาวดี้ คิว5) ที่มาพร้อมชุดแต่งเอสไลน์ ทั้งภายในและภายนอก รวมไปถึงช่วงล่างที่ได้รับการปรับแต่งใหม่

Review 2020 Audi e-tron Sportback รถไฟฟ้าเสียบปลั๊ก 5.299 ล้านบาท ครบทั้งแรงทั้งหรูแบบไร้คู่แข่ง

2020 Audi e-tron Sportback 55 quattro S line (อาวดี้ อี-ตรอน สปอร์ตแบ็ค) รถยนต์ไฟฟ้าทรงเอสยูวีคูเป้จากค่ายสี่ห่วง

ฟังเหตุผล ทำไมรถล้ำ ๆ อย่าง 2022 Mercedes-Benz EQS ยังใช้กระจกมองข้างแบบดั้งเดิม

ผลการศึกษาพบว่าการดูภาพหน้าจอที่แสดงผลด้านหลังหรือด้านข้างตัวรถจะทำให้ผู้ขับขี่ส่วนใหญ่เวียนศีรษะ”กระจกมองข้างดิจิทัลใน Audi

เปิดตัว 2021 Audi RS e-tron GT ราคา 6.39 ล้านบาท สเปคนำเข้าฝาแฝด Taycan

2021 Audi e-tron GT (อาวดี้ อี-ตรอน จีที) รถยนต์ไฟฟ้ารุ่นล่าสุดจากเยอรมนี ที่เปิดตัวในเยอรมนีเมื่อเดือนก่อน

รุ่นรถที่เกี่ยวข้อง Audi E Tron

รุ่นรถของคู่แข่ง Audi E Tron

รีวิว Q&A audi e tron engine

I have a Tesla Model S. Has anyone noticed that the road and wind noise is much greater in the Tesla than other comparable cars like BMW and Mercedes? Those cars are much quieter.

German Automobile club ADAC frequently does tests with all new cars, and measuring the noise level insides the cabin at 130 kph (80.8 mph) is a standard procedure. The Tesla Model S was measured with 69 db, which is mediocre for a luxury sedan. Some other cars for comparison: Porsche 911 Carrera Coupé S 71.2 db Renault Zoe Intens (Subcompact electric car, 2018 model) 70.1 db Tesla Model 3 LR AWD: 68.7 db BMW i3 (compact electric car) 68.7 db VW Golf 2.0 TDI Turbodiesel: 68 db Tesla Model X 100D: 67.8 db VW e-Golf (electric): 67.5 db Ford Focus EcoBoost 1.5 (three cylinder engine): 67.5 db Toyota Prius Plug in 68.5 db Mercedes S 350 BlueTEC (Turbodiesel, 2013 model): 63.7 db BMW 745e (petrol engine, plugin hybrid, 2020 model): 62 db Audi E-tron 55 quattro (electric car, 2019 model): 63.8 db ADAC points out that all tested Teslas lack a proper sound insulation. They are very silent at low speeds but too noisy for their class at high speed. In the report of the Tesla S, ADAC also mentioned that there are some annoying sounds from the drivetrain which would probably be covered from the sound of an IC engine, but the car does not have one. The BMW 745e was the quietest car I could find. It is 7 db quieter than a Tesla S. That means that it is almost half as loud as a Tesla.

What is something you noticed in Avengers: Endgame that you believe others have missed?

I think some people missed a little issue with Tony's return to Avengers Headquarters: he returns at full speed engine roaring tires screaching in an Audi E-tron . ENGINE ROARING in an FULLY ELECTRIC CAR. Let that sink in.

What are some examples of “over-engineering” on German luxury cars?

Audi is bringing up Virtual Exterior Mirrors to replace the time-tested Outside rear view mirrors in its electric car aka Audi e-tron. This setup has two parts which include a High dynamic camera and a heated glass cover so that the lens doesn’t become hazy. Why in this freaking world would anyone need to look at a screen besides the side passenger in order to look back on the other side of the car? And honestly, this thing is more prone to damage than an ordinary mirror. An average Joe like me would take time to adjust to the natural instinct of mistaking the car to be coming from the side rather than from the back. Every time you want to look back while driving, you need to move your head to look at the door, while ideally we just move our eyes. Personally, it look ugly AF to me! A clear example of creating a solution for a problem that doesn’t even exist in the first place (Much like the adapters that you need to use in Apple devices) and increase the price by few grands. Watch the video here: Video: Audi e-tron - virtual exterior mirrors Animation

If you believe that Tesla is five years ahead of the competition, does that mean that their products and prices from five years ago would be market competitive today, and is that true?

If you believe that Tesla is five years ahead of the competition, does that mean that their products and prices from five years ago would be market competitive today, and is that true? OK, let’s look at the 2015 Tesla range and see how it stacks up against the current offerings. The Tesla 2015 Model S came in three basic variants, the 70D, 85D and 90D. All were dual motor (although I believe that there was a single rwd version of the “85”), all wheel drive vehicles and were mostly differentiated by the different battery capacities and trim levels. The model range covered a price from $75,000 to $105,000, with engine power starting at 329 hp all the way to 691 hp for the P85D, and had a range that varied from 240 miles to 270 miles, depending on battery pack and model specification. Reviews of the day were rather effusive, with The Car Connection saying, “The 2015 Tesla Model S has no direct competition; the electric luxury hatchback is the benchmark among its kind in a market with more than 20 plug-in models. It's likely the most advanced car on the planet.” The Model X came in 75D, P90D or P100D variants, once again all were dual motor driven and mostly differentiated by the different battery pack capacities. At the time of its launch, it was the quickest and most aerodynamic SUV on the market, yet was still a seven seater. Prices ranged from $132,000 for the 90D with 257 miles range, to $142,000 for the P90D with 250 miles range. Performance was otherworldly, with 11.7 second quarter mile times from the P90D possible, putting it well inside the normal super car territory. Now lets look at the current competition, starting with the lovely Jaguar I-Pace. The current offering costs between $71,000 and $82,000 for a vehicle with 394 hp on tap and a claimed range of 253 miles…. Sounds rather familiar to the 5 year old Model S, doesn’t it? (although to be fair the current base model S is actually cheaper by a few hundred dollars than the base I-Pace) Perhaps the Audi E-Tron can fare better. Not bad looking, but a bit fussy and fiddly to my mind, but anyway that’s purely subjective, lets look at the basic specs. The E-Tron costs between $78,395 and $84,295 for this particular variant, and boasts of 355 hp with a range of only 204 miles. This looks to be rather less than what Tesla was offering 5 years ago, which seems strange. Perhaps the all new, all singing Polestar 2 can fare better. This is the new automotive line established by Volvo, who wish to make significant inroads into the EV market with fresh designs. The Polestar 2 is aimed at a lower market and as such starts at $61,200 for the base model, which is the only available model at the moment. It has a 201 hp motor mounted front and rear which gives a lively performance similar to the 2015 Model S. The 78 kWh battery gives the car a 233 mile range, which once again is right back at 2015 Tesla levels. Now it can be said that at $61k it’s substantially cheaper than the 2015 model S was when it was released, but it now has to compete with $39,190 to $56,190 Model 3s that offer ranges from 263 miles to 353 miles. Another point that has not been mentioned until now is the fact that Tesla has been continually expanding its Supercharger network which is something that no other manufacturer has even attempted. The sheer fact of this system of fast charging depots exists means that Tesla could easily operate with reduced range than the competition, yet they consistently offer more. Look, I’m really pleased that cars like the I-Pace, E-Tron and Polstar 2 exist, and I would absolutely love to own any one of them because they are all really great cars that are absolutely superior to their ICE brethren. The fact of the matter is that these manufacturers are aiming at an ever receding target that Tesla represents, and it’s no good if your model in development can only match the competitions current model in production when they are one or two development cycles ahead of you. (Vehicle prices and specs taken from Car and Driver magazine)

How can the Tesla Model S get 370 miles of range out of a battery pack the same size as other EVs with less range?

Primarily from superior aerodynamics, but also from superior EV technology and engineering. The EVs with similar battery packs are the Jaguar I-Pace (90kWh) and Audi e-tron (95kWh). They’re both smaller than the 100kWh pack in the long range Model S, but not by a lot - basically within 10%. Still, the EPA range of the I-Pace is a mere 234 miles, and the e-tron gets a relatively pitiful 204 miles. Relatively speaking, both the I-Pace and the e-tron are bricks compared to the Model S, which is the most aerodynamically efficient car in its class. This is evident when you look at their consumption numbers at various speeds. At low speed, where aerodynamics are not a big factor, the I-Pace is actually quite efficient, but at highway speed an I-Pace has higher consumption than the much larger Model X. The e-tron is in a whole other league of awfulness in the aero department, and that’s why it gets such a low EPA range out of its big battery. Then there’s the EV technology and engineering. Like the old Model S, the Audi uses AC induction motors, which are less efficient than the permanent magnet motors used in the Jaguar. However induction motors have the advantage that they can be idled without creating much drag. Back when Tesla introduced the dual motor version of the Model S, they also introduced something they call “torque sleep”, which essentially means that they disconnect the rear motor of the car in normal driving, not by using a clutch or anything mechanical, but electrically. The front motor drives the car, and is geared at lower ratio than the rear motor which allows it to consume less energy. This is why the dual motor Model S actually has better range than the single motor versions. The Jaguar uses permanent magnet motors, which cannot be torque slept. Both motors must be powered at all times, or they will create drag. The Audi uses an induction motor, but it’s just too heavy and aerodynamically inefficient to be saved by torque sleep (though I believe they do the same). Tesla’s stroke of brilliance in the updated Model S is that they’ve replaced the front induction motor, which is always running anyway, with a more efficient permanent magnet motor, while retaining the induction motor in the rear for the crazy performance and ability to torque sleep. It’s the best of both worlds. Furthermore, they’ve used their superior knowledge and experience in EV engineering to create a new inverter for the motors which is more efficient than the old one. All in all they’ve been able to squeeze out a fairly significant range increase by working smarter instead of harder. It’s very, very impressive.

  • ระบบบันทึกตำแหน่งเบาะนั่งของAudi E Tronมีอะไรบ้าง

    มีระบบบันทึกตำแหน่งเบาะนั่งและรุ่นย่อยของAudi E Tron ได้แก่

    รุ่นย่อย2020 Audi E Tron 55 Quattro
    ระบบบันทึกตำแหน่งเบาะนั่งใช
  • กุญแจรีโมทพร้อมสวิตช์เปิดฝากระโปรงท้ายของAudi E Tronมีอะไรบ้าง

    มีกุญแจรีโมทพร้อมสวิตช์เปิดฝากระโปรงท้ายและรุ่นย่อยของAudi E Tron ได้แก่

    รุ่นย่อย2020 Audi E Tron 55 Quattro
    กุญแจรีโมทพร้อมสวิตช์เปิดฝากระโปรงท้ายใช่
  • ฐานล้อของAudi E Tronมีอะไรบ้าง

    มีฐานล้อและรุ่นย่อยของAudi E Tron ได้แก่

    รุ่นย่อย2020 Audi E Tron 55 Quattro
    ฐานล้อ2928 mm
หน้าหลัก