แท็ก

audi e tron cycle

บทความที่เกี่ยวข้อง audi e tron cycle

Audi Thailand ปรับกลยุทธ์ฝ่า COVID-19 เน้นเพิ่มสินค้า-ทำราคาสู้-ปรับบริการรับลูกค้า

Audi Thailand (อาวดี้ ประเทศไทย) ปรับแผนงานฝ่าวิกฤต COVID-19 เน้น 3 นโบายหลัก เพิ่มความหลากหลายของสินค้า

Audi e-Tron รุ่นย่อย Premium ใหม่ ราคาถูกลง 10% ตัดออพชั่นอะไรบ้าง?

Audi e-Tron รถครอสโอเวอร์พลังไฟฟ้าล้วน ซึ่งทำยอดขายไม่ดีนักในสหรัฐอเมริกา จึงได้ออกกลยุทธ์ใหม่ เปิดตัวรุ่นล่างสุดที่มีราคาเอื้อมถึงง่ายขึ้น

แบงค์บอกต่อ CX-5 ลดเหลือ 1,160,000 บาทกับ Audi อัดดอกเบี้ย 0% ก่อนงาน Motor Expo 2020

Mazda และ Audi นำรถมาลดราคา และขนแคมเปญงาน Motor Expo 2020 เพื่อให้ลูกค้าได้ออกมาจับจองกันก่อน พร้อมแล้ววันนี้Mazda

นอร์เวย์ผงาดชาติแรกยอดขายรถพลังไฟฟ้าแซงรถเครื่องยนต์สันดาป – แล้วเมืองไทยล่ะ?

จะพบว่ารถพลังไฟฟ้ามีสัดส่วนยอดขายเพียง 1% เท่านั้นสมาคมยานยนต์แห่งนอร์เวย์ (OFV) ระบุว่ารถพลังไฟฟ้าที่มียอดขายสูงที่สุดในปี 2020 คือ Audi

ชมคันจริง 2020 Audi e-Tron Sportback ขายไทยในราคา 5.299 ล้านบาท มีดีแค่หลังคาลาดลงรึเปล่า?

2020 Audi e-tron Sportback (อาวดี้ อี-ตรอน สปอร์ตแบ็ค) เปิดตัวขายในไทยแล้วด้วยราคา 5,299,000 บาท เป็นรถเอสยูวีพลังไฟฟ้าล้วน

เปิดตัว 2021 Audi RS e-tron GT ราคา 6.39 ล้านบาท สเปคนำเข้าฝาแฝด Taycan

2021 Audi e-tron GT (อาวดี้ อี-ตรอน จีที) รถยนต์ไฟฟ้ารุ่นล่าสุดจากเยอรมนี ที่เปิดตัวในเยอรมนีเมื่อเดือนก่อน

ฟังเหตุผล ทำไมรถล้ำ ๆ อย่าง 2022 Mercedes-Benz EQS ยังใช้กระจกมองข้างแบบดั้งเดิม

ผลการศึกษาพบว่าการดูภาพหน้าจอที่แสดงผลด้านหลังหรือด้านข้างตัวรถจะทำให้ผู้ขับขี่ส่วนใหญ่เวียนศีรษะ”กระจกมองข้างดิจิทัลใน Audi

จับตา 10 รถใหม่เตรียมเปิดตัวปี 2021 รุกตลาดโลก หลายรุ่นเข้ามาขายเมืองไทยด้วย

โดยเฉพาะสปอยเลอร์หลังในตัวแบบเชิดขึ้นที่บั้นท้าย เครื่องยนต์จะใช้เทคโนโลยีของ Subaru บล็อก 4 สูบนอน ขนาด 2.4 ลิตร ไม่มีระบบอัดอากาศAudi

เผยโฉม 2022 BMW iX รถเอสยูวีไฟฟ้าที่ดีที่สุดเวลานี้? เบียด Audi e-tron

BMW Operating System เจนเนอเรชั่นใหม่ซึ่งข่าวระบุว่าผลิตด้วยวัสดุคริสตัล BMW iX Audi

อาวดี้เตรียมเปิดตัว 2021 Audi e-tron GT พร้อมสู้ Porsche Taycan ได้หรือไม่?

Audi e-tron GT Concept ในงาน Los Angeles Auto Show หลังจากที่มีการเปิดตัว Audi e-tron Quattro และ รถอเนกประสงค์

ดูเพิ่มเติม

เปิดตัว 2020 Audi e-tron Sportback ค่าตัว 5.299 ล้านบาท จำกัดโควต้า 15 คันในไทย

2020 Audi e-tron Sportback 55 quattro S line (อาวดี้ อี-ทรอน สปอร์ตแบ็ก) เปิดตัวอย่างเป็นทางการในไทย

ชมคุณสมบัติเด่น 2022 Audi Q4 e-tron รถเอสยูวีไฟฟ้าขนาดเล็กแฝงความดุดัน

2022 Audi Q4 e-tron2022 Audi Q4 e-tron และ Q4 e-tron Sportback (2022 อาวดี้ คิว4 อี-ทรอน) เผยโฉมอย่างเป็นทางการ

2021 Audi e-tron GT เตรียมบุกไทยปีนี้ พร้อมตระกูล RS อีกหลายรุ่น

ซึ่งรวมไปถึงรถยนต์สปอร์ตไฟฟ้า Audi e-tron GT (อาวดี้ อี-ตรอน จีที) ที่จะเปิดตัวในตลาดโลกในสัปดาห์หน้า

Audi เปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้าสปอร์ตรุ่นใหม่ 2022 Audi e-tron GT และ Audi RS e-tron GT เริ่ม 3,621,000 บาท

Coupe คือ 2022 Audi e-tron GT (อาวดี้ อีทรอน จีที) เริ่ม 3,621,000 บาท และ Audi RS e-tron GT (อาวดี้

ควักเพิ่ม 2 แสน! ทำไมถึงควรเลือก 2020 Audi e-tron Sportback มากกว่า e-tron สแตนดาร์ด

2020 Audi e-tron Sportback (อาวดี้ อี-ทรอน สปอร์ตแบ็ก) รุ่นใหม่เปิดตัวลุยตลาดบ้านเราแล้วด้วยราคา 5.299

Review 2020 Audi e-tron Sportback รถไฟฟ้าเสียบปลั๊ก 5.299 ล้านบาท ครบทั้งแรงทั้งหรูแบบไร้คู่แข่ง

2020 Audi e-tron Sportback 55 quattro S line (อาวดี้ อี-ตรอน สปอร์ตแบ็ค) รถยนต์ไฟฟ้าทรงเอสยูวีคูเป้จากค่ายสี่ห่วง

"ซิลิโคน" จะเป็นทางเลือกใหม่ในการผลิตแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าให้ อึด ทน นาน กว่าเดิม

ไม่มีส่วนประกอบที่เป็นอันตรายต่อธรรมชาติ เช่น ของเหลว กรด หรือตะกั่ว จึงปลอดภัยต่อมนุษย์และสิ่งแวดล้อมAudi

พาชม 2020 Audi TT RS สีส้ม Pulse Orange 400 แรงม้า เจ้าของค่าตัว 5.299 ล้านบาท

All-New 2020 Audi TT RS (2020 อาวดี้ ทีที อาร์เอส) เปิดตัวในประเทศไทยด้วยฝึมือของอาวดี้ ไทยแลนด์ และทำราคาแบบหยุดโลกที่

รวมรถ EV เปิดตัวใหม่ในงานมอเตอร์โชว์ 2021 ราคาเริ่มตั้งแต่ 3 แสนกว่าจนถึงหลายล้าน

เพิ่มความเป็นไฟฟ้าที่ดูแลง่าย จึงทำยอดจองเยอะมาก ต้องต่อคิวรอนานเป็นปี ด้วยราคาขายเพียง 2.29 ล้านบาทAudi

ยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าในนอร์เวย์ พ่งสูงเกือบ 90% เอาชนะเครื่องยนต์ดีเซลและเบนซินที่แรกในโลก

3จากการรายงานของ Norwegian Road Federation (OFV-กรมการขนส่งนอร์เวย์) ในปี 2020 รถที่ขายดีที่สุดคือ Audi

ชมงาน BIMS 2021 ดู GWM มาแรง MG Extender หน้าใหม่ หรือ Audi e-tron GT และอื่น ๆ เรารวมไว้ให้คุณแล้วที่นี่

ๆ ร้อน ๆ ก็คือ Audi Q5 (อาวดี้ คิว5) ที่มาพร้อมชุดแต่งเอสไลน์ ทั้งภายในและภายนอก รวมไปถึงช่วงล่างที่ได้รับการปรับแต่งใหม่

'รถไฟฟ้าทุกคันในปัจจุบันดูเหมือนกันไปหมด' นายใหญ่ BMW ย้ำต้องสร้างความแตกต่างเมื่อเวลามาถึง

แม้ว่าคู่แข่งมากหน้าหลายตาจะเดินหน้าเปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้าบนแพลตฟอร์มของตัวเองกันอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็น Audi

2021 Audi RS Q3 Sportback ยืนยันมาไทย 19 ก.พ. นี้ คาดราคา 5 ล้านกว่าบาท สู้กับ Mercedes-AMG เต็ม ๆ

2021 Audi RS Q3 Sportback (อาวดี้ อาร์เอส คิว3 สปอร์ตแบค) เอสยูวีท้ายลาดพื้นฐานจาก Audi Q3 จะมาขายไทยวันที่

สำรวจความนิยมแบรนด์รถยนต์ในแต่ละประเทศ ใครยืนหนึ่ง? อันดับสองค่ายใดมาชมกัน

ขณะที่ Chevrolet (เชฟโรเลต) เป็นแบรนด์ยอดนิยมในอียิปต์ ส่วน Toyota ครองส่วนแบ่งตลาดเกือบ 100% ในเยเมนAudi

รวมราคารถยนต์ไฟฟ้าในไทย ทุกรุ่นในปี 2021 ต้อนรับการมาของ ORA Good Cat

270 นิวตันเมตร ระยะทางการวิ่ง 217 กม. 2021 Lexus UX300eLexus UX 300 e

2020 Audi e-tron Sportback จ่อลุยเมืองไทยสัปดาห์หน้า คาดราคาทะลุ 5.3 ล้านบาท

บริษัท ไมซ์สเตอร์ เทคนิค จำกัด ผู้จำหน่ายรถยนต์ Audi ในประเทศไทยเตรียมเปิดตัว 2020 Audi e-tron Sportback

Audi เดินหน้าเข้าสู่ยุครถยนต์ไฟฟ้าเต็มตัวภายใน 2035 หลัง Audi e-tron ขายได้ 9,227 คัน ขึ้นอันดับ 1 ใน Norway

2035ซึ่งจะมีการแจ้งแผนออกมาในอีกไม่กี่เดือน พร้อมสถานะของโรงงานที่จะต้องเปลี่ยนไปผลิตแบบไฟ้าแบบเต็มตัวยอดขาย e-Tron

2021 Lexus UX300e เปิดตัวใหม่จะได้ส่วนแบ่งตลาดรถไฟฟ้าหรูจาก Audi e-tron ได้หรือไม่

Premiumสำหรับ 2021 Lexus UX300e ที่เพิ่งเปิดตัวนี้จะมีความสามารถเพียงพอที่จะได้ส่วนแบ่งตลาดรถไฟฟ้าสุดหรูจาก Audi

Review: 2019-2020 Audi e-tron เอสยูวีพรีเมียมพลังงานไฟฟ้า

Audi (อาวดี้) ค่ายรถยนต์หรูจากยุโรป ส่งรถเอสยูวีอเนกประสงค์หรูพลังงานไฟฟ้าอย่าง 2019-2020 Audi e-tron

เป็นไปได้? ผู้บริหาร Audi ชี้รถพลังไฟฟ้าจะมีแบตเตอรี่เล็กลงในอนาคต

ซีอีโอ Audi (อาวดี้) ออกมาให้ความเห็นว่ารถยนต์ไฟฟ้าจะมีแบตเตอรี่ขนาดเล็กลงในอนาคต เมื่อเทคโนโลยีการชาร์จไฟและจุดชาร์จไฟมีพัฒนาการก้าวหน้ามากขึ้นจากการแข่งขันด้านพละกำลังทั้งแรงม้าและแรงบิดของรถเครื่องยนต์สันดาปในอดีต

รีวิวโพสต์ audi e tron cycle

Charging the #Audi #e-tron; 248.5 miles in the WLTP cycle

L’ #Audi #e-tron affiche 400 kilomètres d’autonomie selon le nouveau cycle d’homologation WLTP via @lecho

#Audi e-tron electric SUV can travel over 248 miles (399 km) on a single charge using the WLTP test cycle, boasting acceleration from 0 to 62 mph (100 km/h) in less than six seconds. #ElectricCars #Audi #e-tron http://bit.ly/2KGe5Ok

รีวิว Q&A audi e tron cycle

Why is the Audi e-tron able to charge much faster than a Tesla?

Part of the e-tron’s charging speed is an illusion. Let me give an example. Let’s say that I fill a glass of water at my sink and it takes 8 seconds. Now let’s fill a 1000 gallon tank with a fire hose and it takes 2 minutes. So which is faster, 0–100% in 8 seconds or 1–100% in two minutes? Would you say that my kitchen faucet fills faster than a 500-gallon-per-minute firehose? You wouldn’t say that. That’s not as extreme as comparing a Tesla Model 3 with an Audi e-tron, but there are similarities. Usually when Audi publishes charging comparisons, they compare going from 0 to 100% in their car and in the Tesla car. What is not apparent is that the Audi only has 204 miles of range, compared to the Tesla which, depending on model, might have 370 miles of range. The other trick that blurs the comparison is the display of a charging curve. Audi does two things with the curve. First they show the Tesla along its entire charge cycle, and stretch the Audi curve to match it, when in fact the Tesla had already added as much range as the Audi much earlier in the curve. You can see in this charging curve illustration from Audi that the Tesla Model 3 (the dark gray curve that starts out on top) only goes to about 88%. I’m assuming that Audi is using the Tesla Model 3 Standard Range Plus in the test because of they way they cut it off. If they had used the Long Range model, Tesla would have done better, and if Audi had used their Quattro 50, they would have done worse. The other thing has to do with how lithium-ion batteries charge—faster at first and then a lot slower at the very end. Tesla cars charge much closer to the top than an Audi does, so the charge curve shows the Tesla charging very slowly at the end. Audi doesn’t charge to the full capacity of the battery, so that slow charging region is hidden. They top off at 96% (which they call 100%). If I recall correctly, if you take a Model 3 Long Range Tesla at a V3 Supercharger (250 kW) and compare charging it from 0–204 miles (the max on the Audi) at an Ionity 340 kW DC fast charger, the Tesla finishes first. To be fair, I’ve been talking about the size of the tank in terms of range, rather than energy. The Tesla looks much better because it’s more energy efficient. If we talked about how much energy the battery can hold, then the e-tron does charge faster (although they still don’t charge their battery all the way). That difference probably comes from a more efficient cooling system. Tesla Model 3 charges faster than Model S for just that reason, a more efficient cooling design. To me, the important question is which car gets from Point A to Point B the fastest, and which car spends more time charging to get there. YouTuber Bjørn Nyland runs what he calls the 1000 km challenge with various cars. The Audi e-tron Quattro 55 completed 1000 km in 10 hours 15 minutes. The e-tron 50 took an hour longer. His Model 3 took 10 hours even. Here is his spreadsheet: Nyland notes that the e-tron 50 was tested in wet cool weather, and he estimates between 11:15 and 11:30 for dry roads in summer. The data doesn’t cover what would happen with Tesla V3 Superchargers. Here is the complete list of Nyhand 1000 km challenge videos . The point is that any advantage e-tron has in charging speed is lost due to its lower energy efficiency. In the real world, the Tesla spends less charging time and gets you there faster.

From the range and performance results of Audi's e-tron and Taycan, can we conclude that any existing car company will never catch up Tesla in the area of BEV? If not, who will be the first that break the current situation?

It isn’t just a question of catching up to Tesla on range and performance. Those are the easy challenges. The really hard ones are being overlooked by legacy car companies, and it means that a second wave of rude awakening awaits them. Tesla is changing the rule book on what it will take to be a successful auto maker in the coming decades. The notion that making an EV is simply a matter of replacing the IC engine and transmission with an electric motor and battery to attract customers away from Tesla is naive. The recent attempts to do so bear me out. Legacy car companies have been asleep at the wheel in so many ways, but particularly on innovation. Not just technological innovation, but production innovation, supply chain innovation, marketing and sales innovation, labor relations, and servicing. Almost every aspect of the automobile industry model is being turned upside down by Tesla to the detriment of the old school ways of traditional auto companies. Competency in software will be critical in the design of future automobiles. Cars of the future will be no less than mobile computer systems containing multiple millions of lines of code all designed to work seamlessly to control nearly every aspect of a car’s function. The current industry model of distributing software over dozens of individual microprocessors independently developed by outside component suppliers will never achieve high performance, reliable, and usable driver interfaces at competitive costs. Future vehicles will drive themselves to any destination without human supervision. They’ll charge themselves, park themselves, and hire themselves out as taxis. Only the most efficient, reliable, and lowest operating cost cars will succeed in eliminating the need to own a car at all. Anyone who thinks that converting 100 years of automotive hardware DNA evolution to software will be easy, has never attempted such a transition. Missteps will be fatal. Even hardware development presents a challenge to traditional car makers. Battery technology is key to achieving favorable price competition. Electric motor and electronics technology can make a huge difference in the efficiency of an EV. And how many auto companies are capable of designing their own special purpose chips for autonomous drive systems? Accelerated, continuous improvement development cycles will make it extremely difficult to keep pace with the leading companies. How cars are sold and serviced will be radically changed. The dealership sales and service model of car ownership will no longer be needed. On-line purchasing at fixed pricing is the wave of the future. Buying a car will be like buying something on Amazon. Don’t like it? Return it, no questions asked. It will no longer be acceptable for legacy auto companies to produce cars that require maintenance, have short life spans, and become obsolete one year after delivery. Over-the-air software updates, self diagnostics, automatic ordering of replacement parts, and come-to-you repair service will eliminate most trips to a service center. Not only do legacy auto makers face the challenge of catching up to Tesla, but they’ll have to keep up with Tesla, as well. I’m not optimistic. If anyone can, it will probably be some company you’ve never heard of. Even Tesla will one day become a little too comfortable and complacent. I think that will be awhile though.

Why Audi e-tron has a big battery but low range?

Part of the issue is that the e-tron is not very aerodynamic as compared to the other large electric SUV that it is compared to (the Tesla Model X). Also some of the components of the drivetrain are probably also not as efficient as Tesla’s technology (although it’s not as if Audi didn’t have plenty of time to engineer world leading motors and drivetrain components). But according to Audi, the primary reason is that their battery management system (BMS) is set up to baby the battery and not charge/discharge as deep as Tesla. This may be due to over-conservatism, or their battery technology may not be as tolerant to deep discharge cycles, or they may be putting some of their battery capacity in reserve so that as the battery ages, they can tap into that capacity to avoid noticeable battery degradation.

What is the future of electric cars in India?

Here is the list of Upcoming Electric CARS in INDIA in 2019 Mahindra KUV100 Electric Mahindra KUV100 Electric Launch Date & Price- KUV 100 Electric is Launch in India in mid-2019. Its Showroom Price in Delhi is between 8 Lakh to 10 Lakh. This car is coming in SUV body Style. Mahindra KUV 100 Electric car is also called the eKUV100. Mahindra KUV100 Electric Overview- Design and Specs- KUV 100 Electric comes with features such as Power Lock and Anti-Lock Braking System. eKUV100 is powered by a 3-phase AC induction 31kW electric motor coupled to a lithium-ion battery. It boasted of a claimed range of 140km and was equipped with fast charging. Thanks to which, the battery could be juiced up to 80 per cent in less than an hour. This Suv is First Electric car by Mahindra. This SUV comes with 5 seating space. Audi E-tron Audi E-tron Launch Date & Price- E-tron is Launch in India in September 2019. Its Showroom Price in Delhi is 1.5 cr. This car is coming in SUV body Style. Audi E-tron Overview- Design and Specs- E-tron comes with features such as Power Lock and Anti-Lock Braking System. This SUV comes with 5 seating space. The rear of the SUV is characterised by a sloping roofline along with the LED taillights which run across the boot of the SUV. This SUV comes with Fully Automatic Transmission. The Audi E-Tron SUV gets two electric motors, one on each axle. The one on the front makes 125 kW while the rear motor makes 140 kW, with the combined total of 265 kW or 355 bhp. The peak torque output is 561 Nm. In this car, the power output goes up to 300 kW or 408 bhp. The Audi E-Tron SUV has a range of 400 km on a single charge according to the WLTP cycle and can touch a top speed of 200 kmph. Nissan Leaf Nissan Leaf Launch Date & Price- The Nissan Leaf is Launch in India in March 2019. Its Showroom Price in Delhi is 12 Lakh. This car is coming in Hatchback body Style. Nissan Leaf Overview- Design and Specs- Leaf comes with features such as Power Lock and Anti-Lock Braking System. This Hatchback comes with 5 seating space. The Leaf gets a new e-Pedal system which will accelerate, decelerate, stop or hold. This one-pedal technology allows the combination of speeding up, slowing down and braking, all with stepping on the one-pedal function. Power output stands at 148 bhp and there's a torque of 320 Nm on offer. The new 40kWh battery pack gets more energy capacity without increasing its size. And Charging time is 8 hours to 16 hours depending on the power capacity and the Leaf also gets a quick charging feature which can give 80 per cent battery time in 40 minutes. The Leaf will be the first Nissan vehicle to feature the ProPILOT Park system, which will help the driver to park in tight spots by taking over the steering wheel. Hyundai Kona Hyundai Kona Launch Date & Price- Kona is Launch in India in August 2019. Its Showroom Price in Delhi is 25 Lakh. This car is coming in SUV body Style. Hyundai Kona Overview- Design and Specs- This Hyundai Kona comes with features such as Power Lock and Anti-Lock Braking System. This SUV comes with 5 seating space. The headlight design remains sharp like the conventional version. Power on the Hyundai Kona Electric comes from a range of engine options. There is a 39.2 kWh battery that can travel up to 300 km in a single charge. This version uses a 99 kW electric motor with 134 bhp and 395 Nm of peak torque, can hit 0-100 kmph in 9.2 seconds. Hyundai Kona top speed is 155 kmph. For more details, you can click this link

If you believe that Tesla is five years ahead of the competition, does that mean that their products and prices from five years ago would be market competitive today, and is that true?

If you believe that Tesla is five years ahead of the competition, does that mean that their products and prices from five years ago would be market competitive today, and is that true? OK, let’s look at the 2015 Tesla range and see how it stacks up against the current offerings. The Tesla 2015 Model S came in three basic variants, the 70D, 85D and 90D. All were dual motor (although I believe that there was a single rwd version of the “85”), all wheel drive vehicles and were mostly differentiated by the different battery capacities and trim levels. The model range covered a price from $75,000 to $105,000, with engine power starting at 329 hp all the way to 691 hp for the P85D, and had a range that varied from 240 miles to 270 miles, depending on battery pack and model specification. Reviews of the day were rather effusive, with The Car Connection saying, “The 2015 Tesla Model S has no direct competition; the electric luxury hatchback is the benchmark among its kind in a market with more than 20 plug-in models. It's likely the most advanced car on the planet.” The Model X came in 75D, P90D or P100D variants, once again all were dual motor driven and mostly differentiated by the different battery pack capacities. At the time of its launch, it was the quickest and most aerodynamic SUV on the market, yet was still a seven seater. Prices ranged from $132,000 for the 90D with 257 miles range, to $142,000 for the P90D with 250 miles range. Performance was otherworldly, with 11.7 second quarter mile times from the P90D possible, putting it well inside the normal super car territory. Now lets look at the current competition, starting with the lovely Jaguar I-Pace. The current offering costs between $71,000 and $82,000 for a vehicle with 394 hp on tap and a claimed range of 253 miles…. Sounds rather familiar to the 5 year old Model S, doesn’t it? (although to be fair the current base model S is actually cheaper by a few hundred dollars than the base I-Pace) Perhaps the Audi E-Tron can fare better. Not bad looking, but a bit fussy and fiddly to my mind, but anyway that’s purely subjective, lets look at the basic specs. The E-Tron costs between $78,395 and $84,295 for this particular variant, and boasts of 355 hp with a range of only 204 miles. This looks to be rather less than what Tesla was offering 5 years ago, which seems strange. Perhaps the all new, all singing Polestar 2 can fare better. This is the new automotive line established by Volvo, who wish to make significant inroads into the EV market with fresh designs. The Polestar 2 is aimed at a lower market and as such starts at $61,200 for the base model, which is the only available model at the moment. It has a 201 hp motor mounted front and rear which gives a lively performance similar to the 2015 Model S. The 78 kWh battery gives the car a 233 mile range, which once again is right back at 2015 Tesla levels. Now it can be said that at $61k it’s substantially cheaper than the 2015 model S was when it was released, but it now has to compete with $39,190 to $56,190 Model 3s that offer ranges from 263 miles to 353 miles. Another point that has not been mentioned until now is the fact that Tesla has been continually expanding its Supercharger network which is something that no other manufacturer has even attempted. The sheer fact of this system of fast charging depots exists means that Tesla could easily operate with reduced range than the competition, yet they consistently offer more. Look, I’m really pleased that cars like the I-Pace, E-Tron and Polstar 2 exist, and I would absolutely love to own any one of them because they are all really great cars that are absolutely superior to their ICE brethren. The fact of the matter is that these manufacturers are aiming at an ever receding target that Tesla represents, and it’s no good if your model in development can only match the competitions current model in production when they are one or two development cycles ahead of you. (Vehicle prices and specs taken from Car and Driver magazine)

FAQs ที่เกี่ยวข้อง audi e tron cycle

  • Q

    ระบบช่วยจอดอัจฉริยะของAudi E Tronมีอะไรบ้าง

    ณัฐกล มุสิกวรรณวัฒน์

    มีระบบช่วยจอดอัจฉริยะและรุ่นย่อยของAudi E Tron ได้แก่

    อ่านเพิ่มเติม
  • Q

    ระบบความปลอดภัยอัจฉริยะของAudi E Tronมีอะไรบ้าง

    กินเที่ยวทะลุโลก

    มีระบบความปลอดภัยอัจฉริยะและรุ่นย่อยของAudi E Tron ได้แก่

    อ่านเพิ่มเติม
  • Q

    ถุงลมฝั่งคนขับของAudi E Tronมีอะไรบ้าง

    Keawjai Chaihong

    มีถุงลมฝั่งคนขับและรุ่นย่อยของAudi E Tron ได้แก่

    อ่านเพิ่มเติม
หน้าหลัก