แท็ก

audi e tron display

บทความที่เกี่ยวข้อง audi e tron display

2021 Audi e-tron GT เตรียมบุกไทยปีนี้ พร้อมตระกูล RS อีกหลายรุ่น

ซึ่งรวมไปถึงรถยนต์สปอร์ตไฟฟ้า Audi e-tron GT (อาวดี้ อี-ตรอน จีที) ที่จะเปิดตัวในตลาดโลกในสัปดาห์หน้า

ชมคันจริง 2020 Audi e-Tron Sportback ขายไทยในราคา 5.299 ล้านบาท มีดีแค่หลังคาลาดลงรึเปล่า?

2020 Audi e-tron Sportback (อาวดี้ อี-ตรอน สปอร์ตแบ็ค) เปิดตัวขายในไทยแล้วด้วยราคา 5,299,000 บาท เป็นรถเอสยูวีพลังไฟฟ้าล้วน

แบงค์บอกต่อ CX-5 ลดเหลือ 1,160,000 บาทกับ Audi อัดดอกเบี้ย 0% ก่อนงาน Motor Expo 2020

Mazda และ Audi นำรถมาลดราคา และขนแคมเปญงาน Motor Expo 2020 เพื่อให้ลูกค้าได้ออกมาจับจองกันก่อน พร้อมแล้ววันนี้Mazda

ควักเพิ่ม 2 แสน! ทำไมถึงควรเลือก 2020 Audi e-tron Sportback มากกว่า e-tron สแตนดาร์ด

2020 Audi e-tron Sportback (อาวดี้ อี-ทรอน สปอร์ตแบ็ก) รุ่นใหม่เปิดตัวลุยตลาดบ้านเราแล้วด้วยราคา 5.299

พาชม 2020 Audi TT RS สีส้ม Pulse Orange 400 แรงม้า เจ้าของค่าตัว 5.299 ล้านบาท

All-New 2020 Audi TT RS (2020 อาวดี้ ทีที อาร์เอส) เปิดตัวในประเทศไทยด้วยฝึมือของอาวดี้ ไทยแลนด์ และทำราคาแบบหยุดโลกที่

นอร์เวย์ผงาดชาติแรกยอดขายรถพลังไฟฟ้าแซงรถเครื่องยนต์สันดาป – แล้วเมืองไทยล่ะ?

จะพบว่ารถพลังไฟฟ้ามีสัดส่วนยอดขายเพียง 1% เท่านั้นสมาคมยานยนต์แห่งนอร์เวย์ (OFV) ระบุว่ารถพลังไฟฟ้าที่มียอดขายสูงที่สุดในปี 2020 คือ Audi

"ซิลิโคน" จะเป็นทางเลือกใหม่ในการผลิตแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าให้ อึด ทน นาน กว่าเดิม

ไม่มีส่วนประกอบที่เป็นอันตรายต่อธรรมชาติ เช่น ของเหลว กรด หรือตะกั่ว จึงปลอดภัยต่อมนุษย์และสิ่งแวดล้อมAudi

ชมงาน BIMS 2021 ดู GWM มาแรง MG Extender หน้าใหม่ หรือ Audi e-tron GT และอื่น ๆ เรารวมไว้ให้คุณแล้วที่นี่

ๆ ร้อน ๆ ก็คือ Audi Q5 (อาวดี้ คิว5) ที่มาพร้อมชุดแต่งเอสไลน์ ทั้งภายในและภายนอก รวมไปถึงช่วงล่างที่ได้รับการปรับแต่งใหม่

สำรวจความนิยมแบรนด์รถยนต์ในแต่ละประเทศ ใครยืนหนึ่ง? อันดับสองค่ายใดมาชมกัน

ขณะที่ Chevrolet (เชฟโรเลต) เป็นแบรนด์ยอดนิยมในอียิปต์ ส่วน Toyota ครองส่วนแบ่งตลาดเกือบ 100% ในเยเมนAudi

Review: 2019-2020 Audi e-tron เอสยูวีพรีเมียมพลังงานไฟฟ้า

Audi (อาวดี้) ค่ายรถยนต์หรูจากยุโรป ส่งรถเอสยูวีอเนกประสงค์หรูพลังงานไฟฟ้าอย่าง 2019-2020 Audi e-tron

ดูเพิ่มเติม

อาวดี้เตรียมเปิดตัว 2021 Audi e-tron GT พร้อมสู้ Porsche Taycan ได้หรือไม่?

Audi e-tron GT Concept ในงาน Los Angeles Auto Show หลังจากที่มีการเปิดตัว Audi e-tron Quattro และ รถอเนกประสงค์

Audi Thailand ปรับกลยุทธ์ฝ่า COVID-19 เน้นเพิ่มสินค้า-ทำราคาสู้-ปรับบริการรับลูกค้า

Audi Thailand (อาวดี้ ประเทศไทย) ปรับแผนงานฝ่าวิกฤต COVID-19 เน้น 3 นโบายหลัก เพิ่มความหลากหลายของสินค้า

ฟังเหตุผล ทำไมรถล้ำ ๆ อย่าง 2022 Mercedes-Benz EQS ยังใช้กระจกมองข้างแบบดั้งเดิม

ผลการศึกษาพบว่าการดูภาพหน้าจอที่แสดงผลด้านหลังหรือด้านข้างตัวรถจะทำให้ผู้ขับขี่ส่วนใหญ่เวียนศีรษะ”กระจกมองข้างดิจิทัลใน Audi

เปิดตัว 2020 Audi e-tron Sportback ค่าตัว 5.299 ล้านบาท จำกัดโควต้า 15 คันในไทย

2020 Audi e-tron Sportback 55 quattro S line (อาวดี้ อี-ทรอน สปอร์ตแบ็ก) เปิดตัวอย่างเป็นทางการในไทย

Audi e-Tron รุ่นย่อย Premium ใหม่ ราคาถูกลง 10% ตัดออพชั่นอะไรบ้าง?

Audi e-Tron รถครอสโอเวอร์พลังไฟฟ้าล้วน ซึ่งทำยอดขายไม่ดีนักในสหรัฐอเมริกา จึงได้ออกกลยุทธ์ใหม่ เปิดตัวรุ่นล่างสุดที่มีราคาเอื้อมถึงง่ายขึ้น

2021 Lexus UX300e เปิดตัวใหม่จะได้ส่วนแบ่งตลาดรถไฟฟ้าหรูจาก Audi e-tron ได้หรือไม่

Premiumสำหรับ 2021 Lexus UX300e ที่เพิ่งเปิดตัวนี้จะมีความสามารถเพียงพอที่จะได้ส่วนแบ่งตลาดรถไฟฟ้าสุดหรูจาก Audi

Review 2020 Audi e-tron Sportback รถไฟฟ้าเสียบปลั๊ก 5.299 ล้านบาท ครบทั้งแรงทั้งหรูแบบไร้คู่แข่ง

2020 Audi e-tron Sportback 55 quattro S line (อาวดี้ อี-ตรอน สปอร์ตแบ็ค) รถยนต์ไฟฟ้าทรงเอสยูวีคูเป้จากค่ายสี่ห่วง

2021 Audi RS Q3 Sportback ยืนยันมาไทย 19 ก.พ. นี้ คาดราคา 5 ล้านกว่าบาท สู้กับ Mercedes-AMG เต็ม ๆ

2021 Audi RS Q3 Sportback (อาวดี้ อาร์เอส คิว3 สปอร์ตแบค) เอสยูวีท้ายลาดพื้นฐานจาก Audi Q3 จะมาขายไทยวันที่

เผยโฉม 2022 BMW iX รถเอสยูวีไฟฟ้าที่ดีที่สุดเวลานี้? เบียด Audi e-tron

BMW Operating System เจนเนอเรชั่นใหม่ซึ่งข่าวระบุว่าผลิตด้วยวัสดุคริสตัล BMW iX Audi

ชมคันจริง 2021 Audi RS 6 Avant ปลุกความแรง 600 แรงม้าด้วยราคา 9,890,000 บาท

ปัจจุบัน Audi (อาวดี้) ประเทศไทย เล็งเห็นว่ารถในตะกูล Avant เป็นรถที่ตอบโจทย์ลูกค้าทั้งด้านสมรรถนะ, เทคโนโลยี

Review: Audi A8 ซีดานหรูสไตล์ผู้นำ

Audi ผู้นำด้านยนตรกรรมรถยนต์ที่มีชื่อเสียงมาอย่างยาวนาน ส่ง 2020 Audi A8 (อาวดี้ เอ8) ด้วยราคาเริ่มต้น

รวมรถ EV เปิดตัวใหม่ในงานมอเตอร์โชว์ 2021 ราคาเริ่มตั้งแต่ 3 แสนกว่าจนถึงหลายล้าน

เพิ่มความเป็นไฟฟ้าที่ดูแลง่าย จึงทำยอดจองเยอะมาก ต้องต่อคิวรอนานเป็นปี ด้วยราคาขายเพียง 2.29 ล้านบาทAudi

Audi เดินหน้าเข้าสู่ยุครถยนต์ไฟฟ้าเต็มตัวภายใน 2035 หลัง Audi e-tron ขายได้ 9,227 คัน ขึ้นอันดับ 1 ใน Norway

2035ซึ่งจะมีการแจ้งแผนออกมาในอีกไม่กี่เดือน พร้อมสถานะของโรงงานที่จะต้องเปลี่ยนไปผลิตแบบไฟ้าแบบเต็มตัวยอดขาย e-Tron

เป็นไปได้? ผู้บริหาร Audi ชี้รถพลังไฟฟ้าจะมีแบตเตอรี่เล็กลงในอนาคต

ซีอีโอ Audi (อาวดี้) ออกมาให้ความเห็นว่ารถยนต์ไฟฟ้าจะมีแบตเตอรี่ขนาดเล็กลงในอนาคต เมื่อเทคโนโลยีการชาร์จไฟและจุดชาร์จไฟมีพัฒนาการก้าวหน้ามากขึ้นจากการแข่งขันด้านพละกำลังทั้งแรงม้าและแรงบิดของรถเครื่องยนต์สันดาปในอดีต

2020 Audi e-tron Sportback จ่อลุยเมืองไทยสัปดาห์หน้า คาดราคาทะลุ 5.3 ล้านบาท

บริษัท ไมซ์สเตอร์ เทคนิค จำกัด ผู้จำหน่ายรถยนต์ Audi ในประเทศไทยเตรียมเปิดตัว 2020 Audi e-tron Sportback

จับตา 10 รถใหม่เตรียมเปิดตัวปี 2021 รุกตลาดโลก หลายรุ่นเข้ามาขายเมืองไทยด้วย

โดยเฉพาะสปอยเลอร์หลังในตัวแบบเชิดขึ้นที่บั้นท้าย เครื่องยนต์จะใช้เทคโนโลยีของ Subaru บล็อก 4 สูบนอน ขนาด 2.4 ลิตร ไม่มีระบบอัดอากาศAudi

Audi เปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้าสปอร์ตรุ่นใหม่ 2022 Audi e-tron GT และ Audi RS e-tron GT เริ่ม 3,621,000 บาท

Coupe คือ 2022 Audi e-tron GT (อาวดี้ อีทรอน จีที) เริ่ม 3,621,000 บาท และ Audi RS e-tron GT (อาวดี้

ชมคุณสมบัติเด่น 2022 Audi Q4 e-tron รถเอสยูวีไฟฟ้าขนาดเล็กแฝงความดุดัน

2022 Audi Q4 e-tron2022 Audi Q4 e-tron และ Q4 e-tron Sportback (2022 อาวดี้ คิว4 อี-ทรอน) เผยโฉมอย่างเป็นทางการ

เปิดตัว 2021 Audi RS e-tron GT ราคา 6.39 ล้านบาท สเปคนำเข้าฝาแฝด Taycan

2021 Audi e-tron GT (อาวดี้ อี-ตรอน จีที) รถยนต์ไฟฟ้ารุ่นล่าสุดจากเยอรมนี ที่เปิดตัวในเยอรมนีเมื่อเดือนก่อน

ยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าในนอร์เวย์ พ่งสูงเกือบ 90% เอาชนะเครื่องยนต์ดีเซลและเบนซินที่แรกในโลก

3จากการรายงานของ Norwegian Road Federation (OFV-กรมการขนส่งนอร์เวย์) ในปี 2020 รถที่ขายดีที่สุดคือ Audi

รีวิวโพสต์ audi e tron display

- Lamborghini Aventador with galaxy wax- classic 1639 Ford Mustang- Audi R8 e tron- Toyota Hiace with extra money to pay my friends to mystery-machine it- red 3-wheeler with extra cash for wheeler wisdom quotes and illegal LED display(Not in any particular order )

#ElectricVehicles are fierce. Go @Audi https:///models/audi-e-tron/2019/build.html?pr=GENBAE1S0DWPT_2019|7M7M|MP|F49&CSREF=display|22188270|3122542|237982955|435245687|0

Audi A3 e- tron on display at the Shanghai Auto Show 2011 - Rush Lane Article by at 2011-04-20 09:43:22 Cat

Disciple pictured in front of the Audi e’tron display

Audi A3 e- tron on display at the Shanghai Auto Show 2011: Audi can now boast of a wide ranging list of electric... http://bit.ly/hrMnLO

Buttons are better than having everything and i mean everything on the display,and the rs e tron has one of the most beautiful interiors I’ve ever seen.But tesla is also good just not on Audi quality level.

#Audi shows off the #Q4 #E-Tron’s new augmented reality display

Audi Q4 e tron 2021 - CRAZY new AUGMENTED reality HEAD-UP display (70-inch) μέσω @YouTube

รีวิว Q&A audi e tron display

Which car should I buy, a Maserati, Audi or BMW?

I can’t really tell why you should/shouldn’t buy a Maserati or a BMW but I can definitely tell you something about Audi. Some unknown facts (Starters) about Audi: Back in 1932, Audi Front was the first car in the Europe that offered a six-cylinder engine with front wheel drive. In 1938, the Auto Union type C reached a top speed of 431 kmh on a V16 (Can you even imagine that? 1930s and 400+ kmh?). Ever heard of Audi Quattro? One of the most successful rally model, Audi Quattro. It marked the future of AWD systems. 13 Le-Mans victory since they entered the arena in 1999. Developed a 1000hp rally car back in 80s. First brand to win Le-mans with a Diesel vehicle(R10 TDI). First brand to win Le-mans with a hybrid electric car(R18 e-tron quattro). Audi TTS was the first driver-less car to reach the top of Pike's peak at close to racing speeds in year 2010. Using dual clutch transmissions since early 80s. As of Round 10 of 2014 season, Audi has a total of 75 pole positions in DTM against 43 of BMW. In 1990 and 1991, Audi was the first brand to achieve two consecutive DTM title wins. In 2007, 2008 and 2009, Audi was the first and has so far remained the only one to achieve three consecutive DTM title wins. 12 International Engine of the Year Awards. Audi can claim to be the first car company to conduct crash test. More than Half a century ago, DKW simply rolled the subcompact F7 model down a hill in front of spectators in order to demonstrate the car's safety. Audi does not brag about its achievements. It's the brand that makes its presence felt. Look at the Tag line Audi: Truth in Engineering/ Progress through technology (Vorsprung Durch Technik) BMW: Sheer Driving Pleasure. I hope, You are not just looking for pleasure. I mean, there is much more to ask for. Legendary Quattro AWD system. This is by far the most subtle, responsive and powerful AWD system in the luxury car business. And it was carved out of never ending quest to achieve perfection not just to fill in the void. State of Art Audi Matrix LED technology, Look how far they are when it comes to progress through tech. (They even have Laser beam tech) Best in class Bang & Olufsen and Bose Sound systems Nvidia Tegra 3 processor based Google Earth SAT-NAV. (Works like a charm) The brand created a foray back in 2005 with Audi R8. Google the accolades won by the Audi R8 worldwide. Cars with Virtual Cockpit.(Audi TT, Audi A4, Audi R8, Audi Q7) Cars with 5 star NCAP ratings. Audi has a reputation for designing the best in class interiors. Audi also has a reputation of including latest cutting edge technology to its cars whether it's autonomous driving, Audi Connect, Audi Pre-Sense, Lane assist, Park Assist, Piloted Parking, Night vision, head-up display etc. I mean, there's a lot to play around. ASF(Audi Space Frame) lightweight construction which saves weight and improves torsion rigidity. FSI(Fuel Stratified Injection) technology that improves fuel efficiency without compromising performance. Audi MMI(Multimedia Interface) is best in class without any doubt. Making the present more futuristic by R&D of Audi E-tron, H-tron models. 107 years of experience and unwavering determination to achieve perfection in the Automotive industry. This list could go on and on and on and on and on and on and on........ I believe, while buying a $50,000+ car , you might be looking for a perfect blend of performance, comfort and luxury not just pleasure. And Audi turns out to be a complete package. Originally Answered:Shashank Chikara's answer to Which one is better: Audi or BMW?

Will Tesla eventually overtake traditional auto manufacturers?

Thanks for the A2A. Electric does seem to be the future, and Tesla is leagues ahead of the traditional car makers in this space. Their technology is vastly underrated. When it comes to electric cars, batteries, motors, charging, and technology all play a significant role in EV market success. Batteries Batteries are the core of electric cars, so this is where it can be make or break for prospective electric car companies. When it comes to batteries, no one comes even remotely close to the sheer scale of Tesla’s battery manufacturing. Gigafactory 1 in Nevada, despite being just 30% complete, already produces almost more Lithium-ion battery cells than the rest of the world COMBINED. That’s right, Gigafactory 1 produces almost 50 Gigawatt hours of these batteries per year. Not only do they produce the MOST batteries per year, but they produce the BEST batteries as well! Tesla’s are of the highest technological standards today. While this is astonishing enough, Tesla still plans on building TWO MORE Gigafactories in the near future. There is one in Shanghai being built as we speak, it’s completion date being later this year. Tesla also plans to build another Gigafactory in Europe as well. With these 3 factories up and running, I find it hard to believe traditional car companies like Volkswagen catching up to Tesla. Motors Motors also play a very important role in electric cars, and again Tesla is far ahead. Their motors are the most efficient, powerful, lightest, and cheapest. Yes, all of the above is true, here is just a snippet of what experts have said on the Model 3 motor. “Another innovation that impressed the teardown team was how advanced the inverter/convertor device was that provides power to the motor, particularly in the use of silicon carbide on the devices’ integrated circuits. “It creates a lot less heat and is a lot faster than the Chevy and BMW,” Ellis added to the discussion. “Silicon carbide is the latest and greatest and Tesla so far is the only vehicle out there with it.” Munro and Ellis further noted the high level of tech Tesla’s motor contained, all while being considerably smaller than the competition. The study will be released in a few weeks and also includes detailed information about the motors inside the Chevy Bolt, BMW i3, and Jaguar I-Pace. Munro had very positive things to say about Tesla’s technology, but the electric vehicles produced by industry giants did not receive quite the same accolades. “It looks like the other guys just went around and glued together whatever they could find off the shelf,” Munro jabbed at Tesla’s competition.” These are the words of Sandy Munro, a man with 30 years of experience in designing, building and processing components in automobiles, not mine. Range, Charging, and Infrastructure Next comes charging. Electric cars are limited greatly by their range and charging speeds. Tesla AGAIN comes out on top here. Their cars have more range than basically every other EV on the market. The Long Range Model 3 can go 325 miles on a charge, while the highest capacity Nissan Leaf and Chevy Bolt can only go 226 miles and 238 miles, respectively. This is a 30% lower range than the Model 3, a significant margin indeed. When it comes to the Model S, there is really no level EV competitor to compare it to. The only significant non-SUV EV’s are the 2 aforementioned plus the BMW i3 and Volkswagen e-Golf. The Model X does have 2 competitors, the Jaguar i-Pace and the Audi E-Tron. The Model X outdoes the Jaguar and Audi in range as well, besting it 325 miles versus 234 miles and 204 miles, respectively. This gap is extremely significant, as the Model X is much larger than the 2 other cars. What is also disappointing is the range of the so called “ Model X killer “ E-Tron. How does it only have 204 miles of range? This pales in comparison to the Model X, a significant drawback indeed. It is also important to note the efficiencies of the batteries here. The Jaguar and Audi have capacities of 90kWh and 95kWh, respectively. The Model X has a 100kWh capacity. They are all within 5–10% of each other in terms of battery capacity, why does the Tesla Model X have 30–35% more range WHILE being the larger vehicle? This has to do with the superior battery and powertrain technology that Tesla is known to have. It is clear that the traditional car companies are significantly behind in the technology here, and the numbers show it. Here is a graph that shows battery capacity versus range. The Tesla’s make FAR better use of very similar battery capacity versus its current competitors. Here is a graph of the battery consumption at an average speed of 120 km/h. The Jaguar and Audi are FAR behind the Tesla. Next comes charging infrastructure. The great thing with EV’s is that for the great majority of the time, you never have to charge anywhere other than your home or work. You wake up with a full “ tank “ of juice, which should be more than enough for your daily commute. For longer trips, however, things get tricky. EV’s do not have the battery technology to charge in 5 minutes like you would similarly with an Internal Combustion Engine vehicle at a gas station. For trips like these, you need charging stations that are both FAST and COMMON. As you can probably guess, Tesla again is ahead of the competition. Tesla’s network of superchargers is by far the most intricate and largest in the United States. Here is the closest competitor, Electrify America, with it’s 900 charging stations. As you can see, Tesla is still ahead. There are now over 1,400 Tesla supercharger stations in America. They are all strategically located off of major highways at the optimal distance from each other to allow EV access to where ever you please to visit. It doesn’t end there though. In addition to having the most charging stations, Tesla superchargers, more importantly, are also the FASTEST available EV chargers at the moment. They charge at a max rate of 120kW. To put this into perspective, all a Tesla owner needs, the majority of the time, is a 30 minute charge to continue on their trip with enough range. This is not the case for other EV owners. The Leaf, Bolt, i3, I-Pace, and E-tron cannot charge at the 350kWh speeds that their charging stations offer as their battery technology cannot handle those speeds. Furthermore, Tesla has just announced v3 superchargers that can charge all Model 3’s and new Model S and X’s at 170kWh. This again pulls Tesla ahead of the competition, making it harder for the traditional car companies to catch up as they simply don’t have the battery technology just yet. Here is a graph that better displays the information regarding charging speeds. As you can see, the Teslas have the most range and fastest charging speeds compared to the competition. We aren’t done yet. Tesla just announced that they will be putting the new batteries and motors of the Model 3 into the new Model S’s and X’s. The Model 3 contained Tesla’s most technologically advanced batteries and motors, and they are now present in the newest Model S’ and X’s. These battery packs are capable of charging at 170kWh on the new v3 superchargers. It is true that the EV market at this current moment is underdeveloped and needs time before true competition starts, so let’s talk about technology and safety overall, encompassing ALL current vehicles. Technology It is no secret that Tesla makes technologically driven cars. A simple way to explain a Tesla is to think of it as a smartphone on wheels. It responds to all of your commands, receives software updates regularly, evolves with time and changing needs, and is extremely user intuitive. The center screen controls EVERYTHING in the car. Many people prefer buttons, and that’s perfectly fine, but the software configurability of a central screen like this is something hard to pass on. It’s basically a top of the line iPad slammed onto the dash. Everything is easy to use, exactly where it needs to be, and configurable. The left portion of the screen is an overhead view of the car showing all nearby object, speed, and range information. The right side is all Google Maps, arguably the best navigation system available today. The bottom contains all quick access climate control buttons. The screen is massive, completely lag free, and of the highest resolution of any screen in any car today. No other car company at this moment offers this level of technology. Now to the software, oh boy. Teslas wouldn’t be Teslas if it weren’t for the software configurability. Everything in the car can be readily improved via over the air free software updates. This is very under appreciated by the car industry. Imagine waking up, getting into your car to get to work, and seeing that your car now can automatically change lanes on highways and recognize red lights? What about being able to summon the car to your location in a parking lot? A security system utilizing 4 cameras that records suspicious movement/damage near and to your car? Improved braking distances and a 5% increase to peak power and range? The list goes on and on, showing the capabilities of having a car built around a software centered design. No other car manufacturer today has this level of software configurability in their GAS powered cars, forget trying to make an ELECTRIC VEHICLE from SCRATCH and trying to match this level of technology. It just isn’t possible. By the time some companies DO get to this point, Tesla will be 4 steps ahead of them. I think this analogy works well to describe what Tesla has done to the car industry. This Is to that What This Did to that I personally don’t look at it as Tesla overtaking other companies, but rather other companies trying to catch up and contest Tesla. Electric vehicles are the future, and having this sort of lead is simply HUGE. Tesla will stay at the top of the EV game for a long time until other car companies can produce EV’s that have comparable technology and infrastructure. Thanks, Liam Johnson

What is something you noticed in Avengers: Endgame that you believe others have missed?

Ok ok my turn, you may think that it’s impossible but I have discovered a few more details than most 1. Their Cars At first glance, you might think these cars may just seem like normal cars and not think anything of them. However if you think about it it would make sense for the cars to be a little bit more futuristic. Both cars Displayed in Endgame are Audi e-tron GT 2019 concept cars. Now for five years in the future this doesn’t actually seem too advanced but it is still cool. 2. Hulk flavored Ice Cream If you don’t remember, in Avengers: Infinity War Tony Stark mentions two new Ben and Jerry’s Ice cream flavors: Hulk and Iron Man In Endgame there Is one little clip that is a nod to the Hulk flavored Ice Cream. (Who ever took this should be ashamed D:<) You can’t be 100% certain about the flavor, but I would wager that it is. 3. ‘Nuff Said & 420 This one was a little bit easier to spot, but some may not have caught this: They really went above and beyond for Stan Lee’s hippie persona, ‘Nuff Said 4. Black Hole This one is almost definitely a reach but it’s still something cool that I noticed. This is the part when Black Widow and Hawkeye travel to Vormir to get the soul stone, if you look past those clouds what do you see…? I saw a Black Hole My friend saw an eclipse Either way it’s a neat little detail. I love how they added all these neat details into Endgame, they really gave it their all. Excelsior!

How does the new Audi electric SUV compare to the Tesla X?

If you ask this question to a Tesla fan like me you’ll get an answer that focuses on the strong points of the Tesla, since these are the reasons we bought the car ourselves. The number one strong point for Tesla cars is range. While the Model X is the lowest-range Tesla car, the range is still 250 or 325 depending on the trim selected. The Audi e-tron is a jaw dropping 204. If I were considering a car that I intended for long-distance travel, I wouldn’t accept a car with 204 miles of range. I had a Tesla Model S 60 with 210 miles of range and it was a little short for easy travel sometimes. Then we’re going to talk about Autopilot and Full Self-Driving. Audi has a lane-keeping system called Audi AI, that if I understand correctly has a top speed of 37 mph. What use is that for highway driving? Anyway Tesla will be pretty much doing all the driving by this time next year. Audi is not even close. Tesla cars have over-the-air firmware updates, adding performance, range and new features. I think that’s unique. The e-tron tows 4,000 lbs, 4,980 on the Model X. The e-tron can accelerate 0–60 in 5.5 seconds, but the Tesla goes it in 4.6. The e-tron top speed is 124 mph compared to 155 on the Tesla. Tesla also has a performance version of the Model X that goes 0–60 in 3.4 seconds and has a top speed of 163 mph. The Audi still has buttons and knobs plus three separate display screens. Why would anyone do that in the smartphone era? Ahd what is that gear selector (on the console)? In the e-tron’s favor, it’s supposed to be able to go offroad, which you shouldn’t do with a Tesla. And I’m sure the interior of the e-tron is more luxurious. I heard that there is an optional seat massager in the e-tron. The Audi e-tron starts at $74,800; the Model X at $83,000.

Why is the Audi e-tron able to charge much faster than a Tesla?

Part of the e-tron’s charging speed is an illusion. Let me give an example. Let’s say that I fill a glass of water at my sink and it takes 8 seconds. Now let’s fill a 1000 gallon tank with a fire hose and it takes 2 minutes. So which is faster, 0–100% in 8 seconds or 1–100% in two minutes? Would you say that my kitchen faucet fills faster than a 500-gallon-per-minute firehose? You wouldn’t say that. That’s not as extreme as comparing a Tesla Model 3 with an Audi e-tron, but there are similarities. Usually when Audi publishes charging comparisons, they compare going from 0 to 100% in their car and in the Tesla car. What is not apparent is that the Audi only has 204 miles of range, compared to the Tesla which, depending on model, might have 370 miles of range. The other trick that blurs the comparison is the display of a charging curve. Audi does two things with the curve. First they show the Tesla along its entire charge cycle, and stretch the Audi curve to match it, when in fact the Tesla had already added as much range as the Audi much earlier in the curve. You can see in this charging curve illustration from Audi that the Tesla Model 3 (the dark gray curve that starts out on top) only goes to about 88%. I’m assuming that Audi is using the Tesla Model 3 Standard Range Plus in the test because of they way they cut it off. If they had used the Long Range model, Tesla would have done better, and if Audi had used their Quattro 50, they would have done worse. The other thing has to do with how lithium-ion batteries charge—faster at first and then a lot slower at the very end. Tesla cars charge much closer to the top than an Audi does, so the charge curve shows the Tesla charging very slowly at the end. Audi doesn’t charge to the full capacity of the battery, so that slow charging region is hidden. They top off at 96% (which they call 100%). If I recall correctly, if you take a Model 3 Long Range Tesla at a V3 Supercharger (250 kW) and compare charging it from 0–204 miles (the max on the Audi) at an Ionity 340 kW DC fast charger, the Tesla finishes first. To be fair, I’ve been talking about the size of the tank in terms of range, rather than energy. The Tesla looks much better because it’s more energy efficient. If we talked about how much energy the battery can hold, then the e-tron does charge faster (although they still don’t charge their battery all the way). That difference probably comes from a more efficient cooling system. Tesla Model 3 charges faster than Model S for just that reason, a more efficient cooling design. To me, the important question is which car gets from Point A to Point B the fastest, and which car spends more time charging to get there. YouTuber Bjørn Nyland runs what he calls the 1000 km challenge with various cars. The Audi e-tron Quattro 55 completed 1000 km in 10 hours 15 minutes. The e-tron 50 took an hour longer. His Model 3 took 10 hours even. Here is his spreadsheet: Nyland notes that the e-tron 50 was tested in wet cool weather, and he estimates between 11:15 and 11:30 for dry roads in summer. The data doesn’t cover what would happen with Tesla V3 Superchargers. Here is the complete list of Nyhand 1000 km challenge videos . The point is that any advantage e-tron has in charging speed is lost due to its lower energy efficiency. In the real world, the Tesla spends less charging time and gets you there faster.

FAQs ที่เกี่ยวข้อง audi e tron display

  • Q

    ล้ออัลลอยของAudi E Tronมีอะไรบ้าง

    disornr

    มีล้ออัลลอยและรุ่นย่อยของAudi E Tron ได้แก่

    อ่านเพิ่มเติม
  • Q

    คิ้วบันไดของAudi E Tronมีอะไรบ้าง

    ฟอง_พิชญา

    มีคิ้วบันไดและรุ่นย่อยของAudi E Tron ได้แก่

    อ่านเพิ่มเติม
  • Q

    ประเภทน้ำมันเชื้อเพลิงของAudi E Tronมีอะไรบ้าง

    กฤตกร มานะดี

    มีประเภทน้ำมันเชื้อเพลิงและรุ่นย่อยของAudi E Tron ได้แก่

    อ่านเพิ่มเติม

Tags

หน้าหลัก