แท็ก

audi e tron size comparison

บทความที่เกี่ยวข้อง audi e tron size comparison

รวมราคารถยนต์ไฟฟ้าในไทย ทุกรุ่นในปี 2021 ต้อนรับการมาของ ORA Good Cat

270 นิวตันเมตร ระยะทางการวิ่ง 217 กม. 2021 Lexus UX300eLexus UX 300 e

'รถไฟฟ้าทุกคันในปัจจุบันดูเหมือนกันไปหมด' นายใหญ่ BMW ย้ำต้องสร้างความแตกต่างเมื่อเวลามาถึง

แม้ว่าคู่แข่งมากหน้าหลายตาจะเดินหน้าเปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้าบนแพลตฟอร์มของตัวเองกันอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็น Audi

นอร์เวย์ผงาดชาติแรกยอดขายรถพลังไฟฟ้าแซงรถเครื่องยนต์สันดาป – แล้วเมืองไทยล่ะ?

จะพบว่ารถพลังไฟฟ้ามีสัดส่วนยอดขายเพียง 1% เท่านั้นสมาคมยานยนต์แห่งนอร์เวย์ (OFV) ระบุว่ารถพลังไฟฟ้าที่มียอดขายสูงที่สุดในปี 2020 คือ Audi

อาวดี้เตรียมเปิดตัว 2021 Audi e-tron GT พร้อมสู้ Porsche Taycan ได้หรือไม่?

Audi e-tron GT Concept ในงาน Los Angeles Auto Show หลังจากที่มีการเปิดตัว Audi e-tron Quattro และ รถอเนกประสงค์

"ซิลิโคน" จะเป็นทางเลือกใหม่ในการผลิตแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าให้ อึด ทน นาน กว่าเดิม

ไม่มีส่วนประกอบที่เป็นอันตรายต่อธรรมชาติ เช่น ของเหลว กรด หรือตะกั่ว จึงปลอดภัยต่อมนุษย์และสิ่งแวดล้อมAudi

Review: 2019-2020 Audi e-tron เอสยูวีพรีเมียมพลังงานไฟฟ้า

Audi (อาวดี้) ค่ายรถยนต์หรูจากยุโรป ส่งรถเอสยูวีอเนกประสงค์หรูพลังงานไฟฟ้าอย่าง 2019-2020 Audi e-tron

2021 Audi RS Q3 Sportback ยืนยันมาไทย 19 ก.พ. นี้ คาดราคา 5 ล้านกว่าบาท สู้กับ Mercedes-AMG เต็ม ๆ

2021 Audi RS Q3 Sportback (อาวดี้ อาร์เอส คิว3 สปอร์ตแบค) เอสยูวีท้ายลาดพื้นฐานจาก Audi Q3 จะมาขายไทยวันที่

เป็นไปได้? ผู้บริหาร Audi ชี้รถพลังไฟฟ้าจะมีแบตเตอรี่เล็กลงในอนาคต

ซีอีโอ Audi (อาวดี้) ออกมาให้ความเห็นว่ารถยนต์ไฟฟ้าจะมีแบตเตอรี่ขนาดเล็กลงในอนาคต เมื่อเทคโนโลยีการชาร์จไฟและจุดชาร์จไฟมีพัฒนาการก้าวหน้ามากขึ้นจากการแข่งขันด้านพละกำลังทั้งแรงม้าและแรงบิดของรถเครื่องยนต์สันดาปในอดีต

พาชม 2020 Audi TT RS สีส้ม Pulse Orange 400 แรงม้า เจ้าของค่าตัว 5.299 ล้านบาท

All-New 2020 Audi TT RS (2020 อาวดี้ ทีที อาร์เอส) เปิดตัวในประเทศไทยด้วยฝึมือของอาวดี้ ไทยแลนด์ และทำราคาแบบหยุดโลกที่

2021 Lexus UX300e เปิดตัวใหม่จะได้ส่วนแบ่งตลาดรถไฟฟ้าหรูจาก Audi e-tron ได้หรือไม่

Premiumสำหรับ 2021 Lexus UX300e ที่เพิ่งเปิดตัวนี้จะมีความสามารถเพียงพอที่จะได้ส่วนแบ่งตลาดรถไฟฟ้าสุดหรูจาก Audi

ดูเพิ่มเติม

ฟังเหตุผล ทำไมรถล้ำ ๆ อย่าง 2022 Mercedes-Benz EQS ยังใช้กระจกมองข้างแบบดั้งเดิม

ผลการศึกษาพบว่าการดูภาพหน้าจอที่แสดงผลด้านหลังหรือด้านข้างตัวรถจะทำให้ผู้ขับขี่ส่วนใหญ่เวียนศีรษะ”กระจกมองข้างดิจิทัลใน Audi

ชมงาน BIMS 2021 ดู GWM มาแรง MG Extender หน้าใหม่ หรือ Audi e-tron GT และอื่น ๆ เรารวมไว้ให้คุณแล้วที่นี่

ๆ ร้อน ๆ ก็คือ Audi Q5 (อาวดี้ คิว5) ที่มาพร้อมชุดแต่งเอสไลน์ ทั้งภายในและภายนอก รวมไปถึงช่วงล่างที่ได้รับการปรับแต่งใหม่

ควักเพิ่ม 2 แสน! ทำไมถึงควรเลือก 2020 Audi e-tron Sportback มากกว่า e-tron สแตนดาร์ด

2020 Audi e-tron Sportback (อาวดี้ อี-ทรอน สปอร์ตแบ็ก) รุ่นใหม่เปิดตัวลุยตลาดบ้านเราแล้วด้วยราคา 5.299

สำรวจความนิยมแบรนด์รถยนต์ในแต่ละประเทศ ใครยืนหนึ่ง? อันดับสองค่ายใดมาชมกัน

ขณะที่ Chevrolet (เชฟโรเลต) เป็นแบรนด์ยอดนิยมในอียิปต์ ส่วน Toyota ครองส่วนแบ่งตลาดเกือบ 100% ในเยเมนAudi

ยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าในนอร์เวย์ พ่งสูงเกือบ 90% เอาชนะเครื่องยนต์ดีเซลและเบนซินที่แรกในโลก

3จากการรายงานของ Norwegian Road Federation (OFV-กรมการขนส่งนอร์เวย์) ในปี 2020 รถที่ขายดีที่สุดคือ Audi

ชมคันจริง 2020 Audi e-Tron Sportback ขายไทยในราคา 5.299 ล้านบาท มีดีแค่หลังคาลาดลงรึเปล่า?

2020 Audi e-tron Sportback (อาวดี้ อี-ตรอน สปอร์ตแบ็ค) เปิดตัวขายในไทยแล้วด้วยราคา 5,299,000 บาท เป็นรถเอสยูวีพลังไฟฟ้าล้วน

Audi e-Tron รุ่นย่อย Premium ใหม่ ราคาถูกลง 10% ตัดออพชั่นอะไรบ้าง?

Audi e-Tron รถครอสโอเวอร์พลังไฟฟ้าล้วน ซึ่งทำยอดขายไม่ดีนักในสหรัฐอเมริกา จึงได้ออกกลยุทธ์ใหม่ เปิดตัวรุ่นล่างสุดที่มีราคาเอื้อมถึงง่ายขึ้น

เปิดตัว 2021 Audi RS e-tron GT ราคา 6.39 ล้านบาท สเปคนำเข้าฝาแฝด Taycan

2021 Audi e-tron GT (อาวดี้ อี-ตรอน จีที) รถยนต์ไฟฟ้ารุ่นล่าสุดจากเยอรมนี ที่เปิดตัวในเยอรมนีเมื่อเดือนก่อน

จับตา 10 รถใหม่เตรียมเปิดตัวปี 2021 รุกตลาดโลก หลายรุ่นเข้ามาขายเมืองไทยด้วย

โดยเฉพาะสปอยเลอร์หลังในตัวแบบเชิดขึ้นที่บั้นท้าย เครื่องยนต์จะใช้เทคโนโลยีของ Subaru บล็อก 4 สูบนอน ขนาด 2.4 ลิตร ไม่มีระบบอัดอากาศAudi

รวมรถ EV เปิดตัวใหม่ในงานมอเตอร์โชว์ 2021 ราคาเริ่มตั้งแต่ 3 แสนกว่าจนถึงหลายล้าน

เพิ่มความเป็นไฟฟ้าที่ดูแลง่าย จึงทำยอดจองเยอะมาก ต้องต่อคิวรอนานเป็นปี ด้วยราคาขายเพียง 2.29 ล้านบาทAudi

Audi เดินหน้าเข้าสู่ยุครถยนต์ไฟฟ้าเต็มตัวภายใน 2035 หลัง Audi e-tron ขายได้ 9,227 คัน ขึ้นอันดับ 1 ใน Norway

2035ซึ่งจะมีการแจ้งแผนออกมาในอีกไม่กี่เดือน พร้อมสถานะของโรงงานที่จะต้องเปลี่ยนไปผลิตแบบไฟ้าแบบเต็มตัวยอดขาย e-Tron

Review 2020 Audi e-tron Sportback รถไฟฟ้าเสียบปลั๊ก 5.299 ล้านบาท ครบทั้งแรงทั้งหรูแบบไร้คู่แข่ง

2020 Audi e-tron Sportback 55 quattro S line (อาวดี้ อี-ตรอน สปอร์ตแบ็ค) รถยนต์ไฟฟ้าทรงเอสยูวีคูเป้จากค่ายสี่ห่วง

Audi เปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้าสปอร์ตรุ่นใหม่ 2022 Audi e-tron GT และ Audi RS e-tron GT เริ่ม 3,621,000 บาท

Coupe คือ 2022 Audi e-tron GT (อาวดี้ อีทรอน จีที) เริ่ม 3,621,000 บาท และ Audi RS e-tron GT (อาวดี้

แบงค์บอกต่อ CX-5 ลดเหลือ 1,160,000 บาทกับ Audi อัดดอกเบี้ย 0% ก่อนงาน Motor Expo 2020

Mazda และ Audi นำรถมาลดราคา และขนแคมเปญงาน Motor Expo 2020 เพื่อให้ลูกค้าได้ออกมาจับจองกันก่อน พร้อมแล้ววันนี้Mazda

ชมคุณสมบัติเด่น 2022 Audi Q4 e-tron รถเอสยูวีไฟฟ้าขนาดเล็กแฝงความดุดัน

2022 Audi Q4 e-tron2022 Audi Q4 e-tron และ Q4 e-tron Sportback (2022 อาวดี้ คิว4 อี-ทรอน) เผยโฉมอย่างเป็นทางการ

2020 Audi e-tron Sportback จ่อลุยเมืองไทยสัปดาห์หน้า คาดราคาทะลุ 5.3 ล้านบาท

บริษัท ไมซ์สเตอร์ เทคนิค จำกัด ผู้จำหน่ายรถยนต์ Audi ในประเทศไทยเตรียมเปิดตัว 2020 Audi e-tron Sportback

เปิดตัว 2020 Audi e-tron Sportback ค่าตัว 5.299 ล้านบาท จำกัดโควต้า 15 คันในไทย

2020 Audi e-tron Sportback 55 quattro S line (อาวดี้ อี-ทรอน สปอร์ตแบ็ก) เปิดตัวอย่างเป็นทางการในไทย

Audi Thailand ปรับกลยุทธ์ฝ่า COVID-19 เน้นเพิ่มสินค้า-ทำราคาสู้-ปรับบริการรับลูกค้า

Audi Thailand (อาวดี้ ประเทศไทย) ปรับแผนงานฝ่าวิกฤต COVID-19 เน้น 3 นโบายหลัก เพิ่มความหลากหลายของสินค้า

2021 Audi e-tron GT เตรียมบุกไทยปีนี้ พร้อมตระกูล RS อีกหลายรุ่น

ซึ่งรวมไปถึงรถยนต์สปอร์ตไฟฟ้า Audi e-tron GT (อาวดี้ อี-ตรอน จีที) ที่จะเปิดตัวในตลาดโลกในสัปดาห์หน้า

เผยโฉม 2022 BMW iX รถเอสยูวีไฟฟ้าที่ดีที่สุดเวลานี้? เบียด Audi e-tron

BMW Operating System เจนเนอเรชั่นใหม่ซึ่งข่าวระบุว่าผลิตด้วยวัสดุคริสตัล BMW iX Audi

รีวิว Q&A audi e tron size comparison

Has Tesla missed its opportunity to mass produce and sell cars due to increased competition from the big car manufacturers?

Are you sure you shouldn’t have written the question the other way around? In my opinion it would be better this way: “Have big car manufacturers missed their opportunity to produce and sell EVs due to increased competition and high manufacturing volumes from Tesla?” OK, just to inform you (and those who are willing to read more): there is no serious competition to Tesla's cars. Not now, not in 2019 and highly unlikely in 2020. I have high doubts about 2021. That’s as far as I am willing to predict. Nissan Leafs (all versions including 2018) have no thermal management and therefore have heavy long range problems. The old ones have also battery degradation problems. VW e-Golf has a nice interior, but in EV aspect it pretty much shares the Leaf destiny. A short-to-mid range commuter car. Renault ZOE is a small car with an odd AC rapid charging system which is in process to become obsolete. A nice small commuter EV, but nothing more and by current standards it is actually a fairly old model. BMW i3 has a rather small battery. And the car is small too. Hyundai Ioniq is a nice EV, but the battery should have been twice as big. On long trips it needs annoyingly many charging stops. Without that flaw, it could actually become a (close) Model 3 competitor, at least in some aspects, but the production has come to a crawl because of a battery shortage. Chevrolet Bolt has a nice 60 kWh battery, but charges quite slow. The car isn't big enough for a family either. Hyundai Kona EV pretty much shares the size with the Bolt, consumes a bit less, has a slightly bigger battery, charges significantly faster, actually a quite nice smaller EV. The catch with it are production numbers. Supposedly they will make only 20.000 cars per year, maybe even less in 2019 due to the battery shortage. Kia Niro EV shares Kona's story, it’s a nice EV, but with similar (low) production numbers. And European competitors? Jaguar i-Pace looks nice and has a fairly good ground clearance, but consumes more than the big Tesla Model X while the interior only as big as the smaller Model S. Add to this a charging speed that is about 30% slower than a Tesla Supercharger and you get the picture. And - there will supposedly be only 15.000 built in 2019, and a significant part of them will go to Google Waymo for fleet duty status. For a consumer market, that's practically nothing. Audi E-Tron? A nice, but very big EV with a battery that's too small for its consumption; charging speeds and production numbers are yet to be seen, quite likely they will be low too (comparing to Tesla), like with i-Pace. And Mercedes Benz EQC? Currently still only a project, first cars should be delivered in 2020. And the main competitor will actually be Audi, not Tesla, since it shares e-Tron's philosophy: nice, big, but expensive and meant for wealthy people whose only long travel is - to the airport. With Porsche we know only the name and the voltage which should be used, which in essence means - the car doesn’t even exist. For comparison: Tesla is currently producing about 20.000 Model 3s and about 3.000 Model S and X (each) - per month! So all brand-name "competitors" struggle to compete (except maybe in some interior features or materials) with the Model S and X while they all forgot that they should compete with the Model 3! That one is the in-house Tesla Model S “killer”. In that case, the Kia Niro EV might be a competitor, but it is outclassed by the Tesla in some features and even more in production numbers by a 10:1 ratio. So in essence - Tesla has no serious competition - it is the other way around. Tesla Model 3 is in the process of ramping up production to outsell any other car in the US market with the exception of a few pickups. All cars, not only EVs ! And with pickups excluded, Tesla Model 3 is currently number 4 in monthly sales in USA. September 2018 YTD U.S. Passenger Car Sales Rankings – Best-Selling Cars In America So in short, give me a break with your “Tesla missed the opportunity to mass produce and sell cars …” - when it actually sells more than all competitors, I mean, their ICE models, yet alone (almost non-existing) EVs !

Is it true that the Tesla interior is inferior to other luxury auto brands like Audi and BMW?

Every answer I’ve read so far except the one from Michael Barnard seem to fall into the false equivalency trap, comparing an old, entry level Tesla Model S with something like a top of the line BMW 7 or a Mercedes S Class. These cars range from 1.5 to 3.3 times the price of an entry level Tesla Model S depending on the spec you chose. See my comment on the answer from Travis Vinicombe for details. Of course the interior appointment is inferior to cars in this class. The reason is Tesla are after customers who value function over form, and the perception of exclusiveness. Tesla is not trying to be exclusive. A more objective comparison would be a high spec BMW 5 series, mid range Mercedes C-Class or an Audi A6 55 TFSI S (slightly cheaper), with the current entry level Tesla Model S. The earlier model Tesla S interior was considered inferior to the “best” Audi, BMW and Mercedes had to offer, but as already pointed out, that is a false comparison. Then you need to define “inferior” with regard to the interior design and if you are counting dollars, factor in that the Tesla will outperform these models in every way on the road. Then there is the TCO to consider, which is considerably less for a Tesla due to the lower maintenance and fuel costs, but lets just stick with what is considered “inferior” with regard to the interior of cars in the same price range. If you include luggage room in the consideration, every other similar sized car on the market looses to the Tesla Model S for obvious reasons. It has a Frunk. As for interior seats, dash, etc, here is a shot of the Tesla Model S Interior. Here is a better view of the dash. Here is BWM 5 Series interior review 2021 BMW 5 Series and a look at the dash and back seat, The design of the dash is fundamentally different. Reading both reviews indicates the Tesla has huge benefits if you like gaming and being online. The BMW is way behind in that respect and all the controls are pretty standard. The BMW dash design looks very busy compared to the clean simplicity of the Tesla. That’s a subjective judgement. Is one better than the other? Personal choice is the only guidance here. You cannot claim one is definitively inferior to the other based on personal subjectivity. The only advantage I could see in the BMW is the cooled rear seats (the Tesla only has ventilated front seats). The rest is just what you would expect in any car in this price range. The best comparison I’ve seen is an Audi E-Tron vs a Tesla, though he is comparing older models and the current Tesla Model S has had a major upgrade to the interior since this comparison was made. Regarding the interior only, the Tesla S and X are clearly superior for storage and passenger numbers, but are clearly inferior to the Audi with respect to seat comfort. I’ll let you decide which is more important. Most other interior features such as the instrument functionality seemed pretty even except for one. The Tesla is upgradable. The Audi is not. Since when have you been able to get free upgrades in a car? Since never, before Tesla. Those arguing that this is a bad thing need wake up. Tesla are not beta testing their cars on the customer base. If they think that they don’t understand what beta testing is. Tesla are fixing any minor issues found over the air with minimal inconvenience to their customers. With other manufacturers your options are a factory recall if the problem is serious enough, a loaner, if the dealer deems the issue is under warranty, or tough luck sucker, maybe it’ll be fixed in the next model you buy, that’s life. Tell me, who has the better customer service?

How can the Tesla Model S get 370 miles of range out of a battery pack the same size as other EVs with less range?

So I believe the comparison you are trying to make is with the Tesla Model S and the Audi e-tron, because that’s the only other EV with a somewhat comparable battery pack size (95kWh vs. 100kWh). So first of all, the e-tron is actually an SUV, so perhaps it is fairer to compare it to the Model X 100D, which offers a 325 mile range, still WELL above the e-tron’s 204 mile range, so your question is still quite valid. So what are the potential culprits of why the e-tron’s range is so low? Vehicle aerodynamics: the e-tron has a higher drag coefficient (0.29 vs 0.24) than the Model X. Vehicle weight: the e-tron is heavier than the Model X. Less efficient drivetrain: Audi doesn’t have quite the experience that Tesla has, so their drivetrain is not as efficient as Tesla’s. Higher energy overhead: Audi may not have as good a battery chemistry as Tesla and/or want to be conservative on their pack cooling/heating, so the pack cooling system may use more energy than Tesla’s. But by far, the main reason that people believe that the e-tron’s range is significantly less is because it is believed they are only using about 83kWh out of their 95kWh (Tesla uses a much higher percentage of their 100kWh battery). There may be several reasons for this: maybe they are being conservative to prolong battery life; maybe they want to enable 150kW charge rates all the way up to 80% state of charge; maybe they want to reserve some capacity to mitigate battery degradation. At the end of the day, I think it comes down to the fact that Tesla has about 10 years head start on most other automakers when it comes to EV development, and it’s simply going to take other automakers many years to catch up to where Tesla is today (by which time they will have moved forward themselves).

Why is the Audi e-tron able to charge much faster than a Tesla?

Part of the e-tron’s charging speed is an illusion. Let me give an example. Let’s say that I fill a glass of water at my sink and it takes 8 seconds. Now let’s fill a 1000 gallon tank with a fire hose and it takes 2 minutes. So which is faster, 0–100% in 8 seconds or 1–100% in two minutes? Would you say that my kitchen faucet fills faster than a 500-gallon-per-minute firehose? You wouldn’t say that. That’s not as extreme as comparing a Tesla Model 3 with an Audi e-tron, but there are similarities. Usually when Audi publishes charging comparisons, they compare going from 0 to 100% in their car and in the Tesla car. What is not apparent is that the Audi only has 204 miles of range, compared to the Tesla which, depending on model, might have 370 miles of range. The other trick that blurs the comparison is the display of a charging curve. Audi does two things with the curve. First they show the Tesla along its entire charge cycle, and stretch the Audi curve to match it, when in fact the Tesla had already added as much range as the Audi much earlier in the curve. You can see in this charging curve illustration from Audi that the Tesla Model 3 (the dark gray curve that starts out on top) only goes to about 88%. I’m assuming that Audi is using the Tesla Model 3 Standard Range Plus in the test because of they way they cut it off. If they had used the Long Range model, Tesla would have done better, and if Audi had used their Quattro 50, they would have done worse. The other thing has to do with how lithium-ion batteries charge—faster at first and then a lot slower at the very end. Tesla cars charge much closer to the top than an Audi does, so the charge curve shows the Tesla charging very slowly at the end. Audi doesn’t charge to the full capacity of the battery, so that slow charging region is hidden. They top off at 96% (which they call 100%). If I recall correctly, if you take a Model 3 Long Range Tesla at a V3 Supercharger (250 kW) and compare charging it from 0–204 miles (the max on the Audi) at an Ionity 340 kW DC fast charger, the Tesla finishes first. To be fair, I’ve been talking about the size of the tank in terms of range, rather than energy. The Tesla looks much better because it’s more energy efficient. If we talked about how much energy the battery can hold, then the e-tron does charge faster (although they still don’t charge their battery all the way). That difference probably comes from a more efficient cooling system. Tesla Model 3 charges faster than Model S for just that reason, a more efficient cooling design. To me, the important question is which car gets from Point A to Point B the fastest, and which car spends more time charging to get there. YouTuber Bjørn Nyland runs what he calls the 1000 km challenge with various cars. The Audi e-tron Quattro 55 completed 1000 km in 10 hours 15 minutes. The e-tron 50 took an hour longer. His Model 3 took 10 hours even. Here is his spreadsheet: Nyland notes that the e-tron 50 was tested in wet cool weather, and he estimates between 11:15 and 11:30 for dry roads in summer. The data doesn’t cover what would happen with Tesla V3 Superchargers. Here is the complete list of Nyhand 1000 km challenge videos . The point is that any advantage e-tron has in charging speed is lost due to its lower energy efficiency. In the real world, the Tesla spends less charging time and gets you there faster.

What is the name of the new electric car that is going to go against Tesla?

Well, there are a lot of candidates for what you might mean. Since Tesla is the undisputed market leader outside of China, pretty much everything gets compared to it. Let's do a rundown of the ones I'm aware of that are being called competition to Tesla. Chevy Bolt - Announced a year ago with a concept car, this compact hatchback was shown in a working production prototype at CES 2016. Chevy promises 200 miles of range, a price tag of $37,500 and 50 states availability. It's expected to be on sale late in 2016. Many people think that this car is competition for the Tesla Model III which will be unveiled in March 2016 with expected first deliveries in 2017. That car will have a minimum 200 mile range and a $35,000 price tag for the base model, so some relatively unsophisticated people think that they are in the same category. But the Bolt is a low- to mid-market compact hatchback and the Model III is a compact luxury car, two different segments with two different demographics typically purchasing them. And while the Bolt is peppy with 7 seconds to 60 mph granted to it by electric motors, the Model III will undoubtedly be a lot quicker in the base model and have a ton of upgrades to give it AWD, Ludicrous Mode, extended battery sizes and the like which will make it likely that many sold will be well north of $50K and possibly up in the $60-$70K range. A lot of people who might consider a Chevy Bolt would also consider the base Model III. Also, Chevy has to find a way to deal with the real problem of dealerships not liking to sell electric cars. Faraday Future - Also unveiled at CES 2016, Faraday is a company set up by a Chinese TV mogul. Lots of people have been touting them as a Tesla killer and they've been working up the comparisons by hiring Tesla employees, setting up manufacturing in some of the same states and the like. However, what Faraday showed off in a non-working concept at CES 2016 was a weird single-person hypothetically autonomous maybe aerodynamic lounge chair. It was a collection of memes without any proof of underlying technology. They burbled about alternative business models without any evidence that they actually have a real business model in mind. They have a lot of money, so maybe they'll turn into something real eventually, but they certainly aren't real today. Porsche Mission E - With this concept car announcement, we actually get to something that might actually challenge Tesla's Model S. The Mission E is supposed to be pretty high performance and Porsche actually knows how to do that. It's supposed to be pretty sexy, but what I saw looked more like Photoshop gone wild than any real car, so it's unclear what the real product will look like. It's supposed to charge faster than a Tesla too, but there is zero evidence of Porsche or anyone else building a Porsche Charging network, so while this may be possible in theory or in a handful of locations, it's not like Tesla's Supercharger network which is working to make itself ubiquitous. That's actually the part that baffles me. Why not just use the Supercharger network and get in bed with Tesla on that? Fit for purpose instead of going yet-another-charging direction. Maybe they'll get their heads on straight. Meanwhile, by the time the Mission E gets to market, Tesla will likely have the Model S, X and III on the market, and the Mission E will only really compete with the fully kitted out Model S. Audi E Tron Q6 - Audi have been promising an all electric E Tron for a while, and I heard rumblings somewhere that you could actually pay them to build you a boutique one off if you wanted to shell out the coin badly enough. They do sell a hybrid or two under the E Tron brand currently. Now they've unveiled an all electric SUV which would be in the same category as the Tesla Model X. Luxury SUVs and cross overs is actually a reasonably big and growing market, so an electric Audi SUV would be competition for the Tesla Model X. But not for the Model S or the Model III of course. And it will be really just more competition for the increasingly outclassed internal combustion SUVs. It's supposed to be on the market in 2018. Mercedes - In a recent announcement, Mercedes promised to massively accelerate their electric platform with not one car in 2018 as previously stated, but four cars in 2017. We'll see, but Tesla has been eating Mercedes market and mind share with its cars, so Mercedes has to step up to the plate. Aston Martin RapidE - This concept car was unveiled in late 2015 and is apparently being funded by deep pockets from China. It's expected in maybe 2017 or 2018, and since Aston Martin does great work with grand touring cars it's very reasonably a direct choice between it and the Tesla Model S. But once again, not the Model X or Model III, and certainly not the 2019 Roadster that's been announced with Maximum Plaid mode. VW - Well, the diesel test fixing scandal has actually lit a fire under the company, kind of. They have finally given their head a shake, realized that internal combustion isn't the future but the past and barely the present, and committed to a full electric-only platform and series of cars. But the ongoing costs associated with the scandal mean that the funding commitment is pretty light. We'll see. BYD - The Chinese company BYD is actually on the market today with an electric car it's targeting at fleet vehicles in the rest of the world, mostly taxis, and also electric buses. However, in China the BYD Qin is crushing electric car sales, outselling everything else. This is a story that the rest of the world is missing, that the 1.3 billion people in China are going to electric transportation pretty rapidly and doing it with their own brands we don't hear about. Expect new brands out of China to replace old internal combustion brands that don't radically transform their fleets. Basically, there are a lot of car companies that seem to have finally woken up to the reality that fully electric drive trains are the only viable path for regulated carbon and polluting emissions that also offers what consumers want. Most of them are being touted as competitors for Tesla, but they are really competitors for the incumbent internal combustion cars and brands and are validating Tesla.

FAQs ที่เกี่ยวข้อง audi e tron size comparison

  • Q

    ระบบกันสะเทือนด้านหลังของAudi E Tronมีอะไรบ้าง

    กินเที่ยวทะลุโลก

    มีระบบกันสะเทือนด้านหลังและรุ่นย่อยของAudi E Tron ได้แก่

    อ่านเพิ่มเติม
  • Q

    บอกขนาดของAudi E Tronหน่อย.

    กมล สุพิศ

    ขนาด ของ Audi E Tron มีดังนี้

    อ่านเพิ่มเติม
  • Q

    ฝาครอบล้อของAudi E Tronมีอะไรบ้าง

    Keawjai Chaihong

    มีฝาครอบล้อและรุ่นย่อยของAudi E Tron ได้แก่

    อ่านเพิ่มเติม
หน้าหลัก