แท็ก

audi e tron optional extras

บทความที่เกี่ยวข้อง audi e tron optional extras

2021 Lexus UX300e เปิดตัวใหม่จะได้ส่วนแบ่งตลาดรถไฟฟ้าหรูจาก Audi e-tron ได้หรือไม่

Premiumสำหรับ 2021 Lexus UX300e ที่เพิ่งเปิดตัวนี้จะมีความสามารถเพียงพอที่จะได้ส่วนแบ่งตลาดรถไฟฟ้าสุดหรูจาก Audi

จับตา 10 รถใหม่เตรียมเปิดตัวปี 2021 รุกตลาดโลก หลายรุ่นเข้ามาขายเมืองไทยด้วย

โดยเฉพาะสปอยเลอร์หลังในตัวแบบเชิดขึ้นที่บั้นท้าย เครื่องยนต์จะใช้เทคโนโลยีของ Subaru บล็อก 4 สูบนอน ขนาด 2.4 ลิตร ไม่มีระบบอัดอากาศAudi

"ซิลิโคน" จะเป็นทางเลือกใหม่ในการผลิตแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าให้ อึด ทน นาน กว่าเดิม

ไม่มีส่วนประกอบที่เป็นอันตรายต่อธรรมชาติ เช่น ของเหลว กรด หรือตะกั่ว จึงปลอดภัยต่อมนุษย์และสิ่งแวดล้อมAudi

ยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าในนอร์เวย์ พ่งสูงเกือบ 90% เอาชนะเครื่องยนต์ดีเซลและเบนซินที่แรกในโลก

3จากการรายงานของ Norwegian Road Federation (OFV-กรมการขนส่งนอร์เวย์) ในปี 2020 รถที่ขายดีที่สุดคือ Audi

ชมคุณสมบัติเด่น 2022 Audi Q4 e-tron รถเอสยูวีไฟฟ้าขนาดเล็กแฝงความดุดัน

2022 Audi Q4 e-tron2022 Audi Q4 e-tron และ Q4 e-tron Sportback (2022 อาวดี้ คิว4 อี-ทรอน) เผยโฉมอย่างเป็นทางการ

รวมราคารถยนต์ไฟฟ้าในไทย ทุกรุ่นในปี 2021 ต้อนรับการมาของ ORA Good Cat

270 นิวตันเมตร ระยะทางการวิ่ง 217 กม. 2021 Lexus UX300eLexus UX 300 e

Audi เปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้าสปอร์ตรุ่นใหม่ 2022 Audi e-tron GT และ Audi RS e-tron GT เริ่ม 3,621,000 บาท

Coupe คือ 2022 Audi e-tron GT (อาวดี้ อีทรอน จีที) เริ่ม 3,621,000 บาท และ Audi RS e-tron GT (อาวดี้

เปิดตัว 2020 Audi e-tron Sportback ค่าตัว 5.299 ล้านบาท จำกัดโควต้า 15 คันในไทย

2020 Audi e-tron Sportback 55 quattro S line (อาวดี้ อี-ทรอน สปอร์ตแบ็ก) เปิดตัวอย่างเป็นทางการในไทย

สำรวจความนิยมแบรนด์รถยนต์ในแต่ละประเทศ ใครยืนหนึ่ง? อันดับสองค่ายใดมาชมกัน

ขณะที่ Chevrolet (เชฟโรเลต) เป็นแบรนด์ยอดนิยมในอียิปต์ ส่วน Toyota ครองส่วนแบ่งตลาดเกือบ 100% ในเยเมนAudi

เผยโฉม 2022 BMW iX รถเอสยูวีไฟฟ้าที่ดีที่สุดเวลานี้? เบียด Audi e-tron

BMW Operating System เจนเนอเรชั่นใหม่ซึ่งข่าวระบุว่าผลิตด้วยวัสดุคริสตัล BMW iX Audi

ดูเพิ่มเติม

2020 Audi e-tron Sportback จ่อลุยเมืองไทยสัปดาห์หน้า คาดราคาทะลุ 5.3 ล้านบาท

บริษัท ไมซ์สเตอร์ เทคนิค จำกัด ผู้จำหน่ายรถยนต์ Audi ในประเทศไทยเตรียมเปิดตัว 2020 Audi e-tron Sportback

2021 Audi RS Q3 Sportback ยืนยันมาไทย 19 ก.พ. นี้ คาดราคา 5 ล้านกว่าบาท สู้กับ Mercedes-AMG เต็ม ๆ

2021 Audi RS Q3 Sportback (อาวดี้ อาร์เอส คิว3 สปอร์ตแบค) เอสยูวีท้ายลาดพื้นฐานจาก Audi Q3 จะมาขายไทยวันที่

ชมคันจริง 2020 Audi e-Tron Sportback ขายไทยในราคา 5.299 ล้านบาท มีดีแค่หลังคาลาดลงรึเปล่า?

2020 Audi e-tron Sportback (อาวดี้ อี-ตรอน สปอร์ตแบ็ค) เปิดตัวขายในไทยแล้วด้วยราคา 5,299,000 บาท เป็นรถเอสยูวีพลังไฟฟ้าล้วน

เปิดตัว 2021 Audi RS e-tron GT ราคา 6.39 ล้านบาท สเปคนำเข้าฝาแฝด Taycan

2021 Audi e-tron GT (อาวดี้ อี-ตรอน จีที) รถยนต์ไฟฟ้ารุ่นล่าสุดจากเยอรมนี ที่เปิดตัวในเยอรมนีเมื่อเดือนก่อน

นอร์เวย์ผงาดชาติแรกยอดขายรถพลังไฟฟ้าแซงรถเครื่องยนต์สันดาป – แล้วเมืองไทยล่ะ?

จะพบว่ารถพลังไฟฟ้ามีสัดส่วนยอดขายเพียง 1% เท่านั้นสมาคมยานยนต์แห่งนอร์เวย์ (OFV) ระบุว่ารถพลังไฟฟ้าที่มียอดขายสูงที่สุดในปี 2020 คือ Audi

2021 Audi e-tron GT เตรียมบุกไทยปีนี้ พร้อมตระกูล RS อีกหลายรุ่น

ซึ่งรวมไปถึงรถยนต์สปอร์ตไฟฟ้า Audi e-tron GT (อาวดี้ อี-ตรอน จีที) ที่จะเปิดตัวในตลาดโลกในสัปดาห์หน้า

ฟังเหตุผล ทำไมรถล้ำ ๆ อย่าง 2022 Mercedes-Benz EQS ยังใช้กระจกมองข้างแบบดั้งเดิม

ผลการศึกษาพบว่าการดูภาพหน้าจอที่แสดงผลด้านหลังหรือด้านข้างตัวรถจะทำให้ผู้ขับขี่ส่วนใหญ่เวียนศีรษะ”กระจกมองข้างดิจิทัลใน Audi

อาวดี้เตรียมเปิดตัว 2021 Audi e-tron GT พร้อมสู้ Porsche Taycan ได้หรือไม่?

Audi e-tron GT Concept ในงาน Los Angeles Auto Show หลังจากที่มีการเปิดตัว Audi e-tron Quattro และ รถอเนกประสงค์

Audi e-Tron รุ่นย่อย Premium ใหม่ ราคาถูกลง 10% ตัดออพชั่นอะไรบ้าง?

Audi e-Tron รถครอสโอเวอร์พลังไฟฟ้าล้วน ซึ่งทำยอดขายไม่ดีนักในสหรัฐอเมริกา จึงได้ออกกลยุทธ์ใหม่ เปิดตัวรุ่นล่างสุดที่มีราคาเอื้อมถึงง่ายขึ้น

Review 2020 Audi e-tron Sportback รถไฟฟ้าเสียบปลั๊ก 5.299 ล้านบาท ครบทั้งแรงทั้งหรูแบบไร้คู่แข่ง

2020 Audi e-tron Sportback 55 quattro S line (อาวดี้ อี-ตรอน สปอร์ตแบ็ค) รถยนต์ไฟฟ้าทรงเอสยูวีคูเป้จากค่ายสี่ห่วง

รวมรถ EV เปิดตัวใหม่ในงานมอเตอร์โชว์ 2021 ราคาเริ่มตั้งแต่ 3 แสนกว่าจนถึงหลายล้าน

เพิ่มความเป็นไฟฟ้าที่ดูแลง่าย จึงทำยอดจองเยอะมาก ต้องต่อคิวรอนานเป็นปี ด้วยราคาขายเพียง 2.29 ล้านบาทAudi

ควักเพิ่ม 2 แสน! ทำไมถึงควรเลือก 2020 Audi e-tron Sportback มากกว่า e-tron สแตนดาร์ด

2020 Audi e-tron Sportback (อาวดี้ อี-ทรอน สปอร์ตแบ็ก) รุ่นใหม่เปิดตัวลุยตลาดบ้านเราแล้วด้วยราคา 5.299

เป็นไปได้? ผู้บริหาร Audi ชี้รถพลังไฟฟ้าจะมีแบตเตอรี่เล็กลงในอนาคต

ซีอีโอ Audi (อาวดี้) ออกมาให้ความเห็นว่ารถยนต์ไฟฟ้าจะมีแบตเตอรี่ขนาดเล็กลงในอนาคต เมื่อเทคโนโลยีการชาร์จไฟและจุดชาร์จไฟมีพัฒนาการก้าวหน้ามากขึ้นจากการแข่งขันด้านพละกำลังทั้งแรงม้าและแรงบิดของรถเครื่องยนต์สันดาปในอดีต

Review: 2019-2020 Audi e-tron เอสยูวีพรีเมียมพลังงานไฟฟ้า

Audi (อาวดี้) ค่ายรถยนต์หรูจากยุโรป ส่งรถเอสยูวีอเนกประสงค์หรูพลังงานไฟฟ้าอย่าง 2019-2020 Audi e-tron

'รถไฟฟ้าทุกคันในปัจจุบันดูเหมือนกันไปหมด' นายใหญ่ BMW ย้ำต้องสร้างความแตกต่างเมื่อเวลามาถึง

แม้ว่าคู่แข่งมากหน้าหลายตาจะเดินหน้าเปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้าบนแพลตฟอร์มของตัวเองกันอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็น Audi

ชมงาน BIMS 2021 ดู GWM มาแรง MG Extender หน้าใหม่ หรือ Audi e-tron GT และอื่น ๆ เรารวมไว้ให้คุณแล้วที่นี่

ๆ ร้อน ๆ ก็คือ Audi Q5 (อาวดี้ คิว5) ที่มาพร้อมชุดแต่งเอสไลน์ ทั้งภายในและภายนอก รวมไปถึงช่วงล่างที่ได้รับการปรับแต่งใหม่

พาชม 2020 Audi TT RS สีส้ม Pulse Orange 400 แรงม้า เจ้าของค่าตัว 5.299 ล้านบาท

All-New 2020 Audi TT RS (2020 อาวดี้ ทีที อาร์เอส) เปิดตัวในประเทศไทยด้วยฝึมือของอาวดี้ ไทยแลนด์ และทำราคาแบบหยุดโลกที่

แบงค์บอกต่อ CX-5 ลดเหลือ 1,160,000 บาทกับ Audi อัดดอกเบี้ย 0% ก่อนงาน Motor Expo 2020

Mazda และ Audi นำรถมาลดราคา และขนแคมเปญงาน Motor Expo 2020 เพื่อให้ลูกค้าได้ออกมาจับจองกันก่อน พร้อมแล้ววันนี้Mazda

Audi เดินหน้าเข้าสู่ยุครถยนต์ไฟฟ้าเต็มตัวภายใน 2035 หลัง Audi e-tron ขายได้ 9,227 คัน ขึ้นอันดับ 1 ใน Norway

2035ซึ่งจะมีการแจ้งแผนออกมาในอีกไม่กี่เดือน พร้อมสถานะของโรงงานที่จะต้องเปลี่ยนไปผลิตแบบไฟ้าแบบเต็มตัวยอดขาย e-Tron

Audi Thailand ปรับกลยุทธ์ฝ่า COVID-19 เน้นเพิ่มสินค้า-ทำราคาสู้-ปรับบริการรับลูกค้า

Audi Thailand (อาวดี้ ประเทศไทย) ปรับแผนงานฝ่าวิกฤต COVID-19 เน้น 3 นโบายหลัก เพิ่มความหลากหลายของสินค้า

รีวิว Q&A audi e tron optional extras

Is the Audi e-tron car worth buying?

If you have cash to burn and are in for an experiment, yes!!! Otherwise I would wait a while.. why? There is very little detail on “real use”.. There is already one thing I don’t like about the car and that is that it has only a single phase charging option for “slow charging”.. my bmw i3 has the same but my car is from 2014 and only has a 20kwh battery.. I can charge my i3 every night while I sleep and is nicely preheated when I drive off.. If you drive that many miles that your 80% thru the battery “one nightsleep” won’t top-off your etron and that could be an inconvenience.. Ofcourse there are ways to make this work, but that means you have to put in extra effort.. It all depends on your specific use case.. because if you only drive 10miles a day the comment above can be ignored.. ✌ But if you are willing to be an early adopter buy it.. edit:2020 It turns out the Etron has 11kW 3phase “slow” charging..

Do you recommend a hybrid or electric car? I prefer not to have to plug in my car every night or plan routes to supercharge my car on trips.

You have to consider how much of a pain it is to plug in the car, and how much of a pain it is plan trips with charging. *IF* you have your own garage, then plugin in the car is super simple. You simply have the connector hanging on the wall next to your car. Only need to take it in your hand, and plug it in the car. Takes 5 seconds. If you don't have your own garage, then things become more problematic. At the very least, you want a dedicated parking spot in front of your house, where you can reach with a charging cable. If you don't have anything like that… then do NOT get an electric car. You really must be able to charge at home, otherwise it becomes a huge pain. As for charging every night… On average, most people only drive 30 to 50 km per day. Even when you only have 300 km range, that means you can drive the whole workweek without recharging. (This is much more on a plug-in hybrid, where you really need to charge it after every drive) (super)charging for long trips is a different matter. This can be a huge issue, especially with cars that don't have long range, nor good recharge rates. A medium class electric car might only do 200 km highway, and charge at maximum 50 kW, meaning it takes 45 minutes to charge to 80% for the next part. That would make long trips a HUGE PAIN. Needing 45 min recharge for every 2 hours of driving is unacceptable. (Looking at you BMW i3!) However, the long range EV, (like Tesla) allow 300 to 400 km of range, and more importantly, 100 to 150 kW recharge rate, and over a larger part of the capacity. (up to 80% on the Audi E-tron! ). Meaning they can drive 3 to 4 hours, while only needing half an hour of recharge. That's is very acceptable, as the human driver will also need a bathroom and lunch spot by that time. The home-charging is depending on your situation. If you can't charge at home, then do not get an electric vehicle. If you can charge at home, then it really is no problem to plug it in. The long trip issue, depends on the kind of electric car. Most affordable electric cars are pretty bad in this respect… simply because a small battery automatically also means low recharge rate. The long range electric vehicles with high recharge rates tend to be very expensive… Compared to hybrids… Well, a plug-in hybrid increases the amount of recharging at home. You really have to charge always if you want to drive electric. But it doesn't have a range issue for long trips. A regular hybrid works like a normal car, but with much better fuel economy, especially at low speeds and city. Financially, it completely depends on the tax incentives and subsidies. Without tax benefits and stuff, the extra cost of the plug-in hybrid typically is not earned back by the fuel savings and low electricity costs. Only regular hybrids like the Toyota's have such low extra cost compared to pure petrol cars, that they are financially worth it. The enormous extra cost of the electric car is mostly also not earned back by lower energy cost when driving. However, including tax benefits and stuff, anything is possible…. My wife's company car is a plug-in hybrid. Even though the catalog price of the car is more than the diesel version, it actually costs us only half of the cost per month as the diesel. So that was a no-brainer to decide. The electric vehicle in the same lease class, with the same catalog price, would cost one third of the diesel… However, that was a much smaller car, with only 200 km range, and lousy recharge rate. So not an option. The financial side cannot be answered by Quora… that is too much dependent on the local financial incentives for electric vehicles.

How do you plan your journey in an electric car during a long drive (> 600 miles) if the car can go less than 200 miles on a single battery charge?

Very interesting question that will allow me to expand a bit on the idea of road trips in EVs. A few points to consider: EVs charge fairly slowly once you get above 80% or so state of charge, so generally you will want to not waste your time sitting at a charger above 80%, unless you really have to because of lack of charging stations. If your hypothetical 200 mile EV can get 200 miles on a 100% charge, it will get 160 miles on an 80% charge, and if you further consider that you probably don’t want to arrive at a charger with less than 10% state of charge (just to leave some safety margin for weather conditions, detours, terrain), you will want to plan to arrive with about 20 miles left. This effectively only gives you about 140 miles of range to use between charging stops (you can get a full 180 on the first leg of course). This is not great. It’s about 2 hours of driving at highway speeds. I think many people would find this too frequent to stop, although some might be fine with it, and even be willing to put up with it if it means they can make the entire trip on electric. I think a more reasonable vehicle range would be 280 miles, which gives an effective range (by my calculations above) of about 200 miles, which is about 3 hours worth of driving. But sticking with your 200 mile scenario, the other piece of information we need is the charge rate of the vehicle, because that will be important. Charge rate, however, is somewhat dependent on the battery size, so I’ll make an assumption that a 200 mile vehicle could charge at a peak rate of about 70kW. This too is somewhat low for practical long distance trips. To recharge at this rate between stops will probably take about 45 minutes for every 2 hours you are on the road. So you can see that such a vehicle would significantly impact travel time. A more reasonable charge rate is 120–150kW, but for that you would need a 280+ mile vehicle. I can think of one counter-example though: the Audi e-tron. The e-tron has a range of just over 200 miles, but it’s a relatively inefficient, and most people believe the range is artificially “low” so as to be able to charge at full speed longer. The e-tron is capable of charging at 150kW, which is certainly better than 70kW, but because it’s an inefficient vehicle, you’re still going to have relatively long charge times, possibly 20–25 minutes for every 2 hours of driving. So I will actually assume that’s the vehicle we are talking about in the discussion that follows. My goal for my 600 mile trip (let’s say that’s 9 hours of active driving), would be to first consider doing it in two parts. In fact I took just a trip recently. We left after work on Thursday and drove part way, and then finished the trip the next day, arriving in time for lunch. I’ll cover the straight drive momentarily, but let’s say stopping overnight after 300–400 miles is an option. In this case, my goal would be to leave about 3 hours before dinner and drive 180 miles to a charging station with a nearby restaurant. I would charge while I ate, getting back up to 160 miles or so of range. I would then drive another 120 miles or so (2 hours) to a hotel with a charging station and charge overnight back to 100%. 5 hours and 400 miles down. The next day I would probably only need a brief stop (15 minutes or so) to charge on the way to my destination. If this is an option for this particular car, this is what I would go with. If driving straight through was a requirement, this is how I would approach it. I would start about 5 hours before lunch. I would start out driving about 3 hours (180 miles) and then charge briefly (about 15–20 minutes), getting from 10% to about 60% and then drive 2 hours (120 miles) to a lunch stop. I would make it a long stop (40 minutes) and hope to get up to 80% charge. For the afternoon leg, it would be similar. About 2 hours of driving (120 miles), a brief 15–20 minute stop to charge, and this should get sufficient range to make it to the destination. So that’s doable under ideal conditions without too bad an impact on time, but how do you go about planning all that? And what happens when the charging station stops don’t exactly line up with your rough plan? There is a tool called A Better Routeplanner that helps with this. You can input the type of car you are driving, weather conditions, and cargo weight, and it pretty much takes care of the rest (charging times and locations, etc.) Once you got a tentative plan, you would want to select certain chargers for long stops (meals, or overnight stops). Just for fun, I entered the trip that I mentioned earlier that I took recently. There aren’t a lot of charging stations on that route, so I was surprised it could find a solution at all, but it did, with a fairly decent detour. However, with that detour, the trip came out to 606 miles, so I guess it ended up being a near perfect illustration of your question! Here is it’s initial plan: I would zoom into the map at those stops and see which ones made sense to stop for meals and set the “long stop” at those locations. For example, the first charge stop above charges all the way to 97%, but then you arrive at the next charging station with 45% for a short stop. Maybe it would make sense to charge for only 20 minutes at the first stop, and then take a long stop at the second stop for lunch. Now here’s the same plan in my car (with a range of 325 miles), without the need for the detour, and this is pretty much exactly how the trip went: We had a late breakfast after leaving Louisville and drove straight to Charleston. We weren’t really hungry then (it was a big breakfast), and there’s a Starbucks at the Supercharger in Charleston, so we just got a coffee and a snack (took about the proscribed 22 minutes) and then continued on to Mt. Airy. We actually stopped at a restaurant at Mt. Airy and had dinner, and then went to the Supercharger to top off for the return leg. But that was it. We didn’t really have to “plan” this trip at all. We could have just gotten in the car, put in Durham as the destination and the car would tell us what to do. I do hope you see that the extra 100 miles of range does make a really big difference with travel options. With the longer range car, there were 6 Superchargers along the route we could have stopped at if we decided that we needed a break and wanted to shift to a different charger. With the lower range car, it had to route us along a specific route and we would have had to stop at nearly all the existing chargers on that route save 2 closer to the destination. Like I said, 280 miles of range, and 150kW charging rate are closer to the sweet spot for long distance EV travel, although even the 2020 Chevy Bolt and Hyundai Kona-EV that have around 270 miles of range effectively have the same plan as the e-tron due to lack of a robust charging network in the area.

What are some other electric car companies that aren’t Tesla, and why should I choose them and not Tesla?

I will not try to cover every electic vehicle on the market in every country but I will list some and in no particular order. Nissan Leaf Kia Soul EV Mini Cooper EV Jaguar I-pace Volkswagen e-Golf Hyundai Kona EV Kia Niro EV BMW i3 Audi e-tron EV Chevrolet Bolt And the list goes on. The reason to buy one is you like what you are getting for the money and it meets your needs. I would encourage you to ask to have an overnight test drive with any you are interested in so that you can compare actual normal driving battery consumption. I bought an e-Golf without even a test drive because Colorado was not a compliance state so they are not sold in Colorado dealerships. I had to fly to Sacremento California to buy one. It is an awesome vehicle and it will come off the line quicker than most ICE vehicles, but for me the range was not enough for me because I like traveling by car and found that the 83 miles of stated range on the interstate in the foothills of Colorado was more like 50 miles of range with not many options for going much further wirhout having to stop for 4 to 6 hours of level 2 charging. The extra that gives Tesla an edge is that even the lowest range cheapest Model 3 has 240 miles of stated range and the Superchargers are located close enough apart to make it across country with only having to remain at a charger for 30 to 45 minutes to charge enough to make it to the next Supercharger inroute to your destination. There are charging networks that are springing up across the country but no one network has a network of fast charging that rivals Tesla's yet.

Is Mazda right that 35.5kwh is the optimal size of an EV battery with today’s technology?

Seems far too small for me. Typical energy consumption of an EV is 20 kWh/100 km. So that Mazda would only drive about 170 km… That is very little indeed. There are two ways to look at range requirements… Typical daily average range Required maximum range. If you look at the required average daily range, then it doesn't have to be very large. Most people have a commute of less than 30 km. Even if you drive longer, and even when your work-place doesn't allow to recharge, then indeed 150 km total range per day might be enough for you average daily commute. However, with only 150 km range, you get into serious problems when you need to travel longer distances. You would need to recharge very often along the way. And because the battery is small, the recharge rate is necessarily also relatively slow. So this makes longer distance travels really a pain… and realistically, people would only buy a 150 km EV when they have a second car for long distance travel. The Mazda with 35.5 kWh battery would NOT function as a primary car. When you want the EV to function as your primary or only car, then it also has to be able to handle longer travels. So you need to look at the required maximum range. If you look at the maximum required range, then there are again two ways of looking at it… You can look at the maximum single trip, or you can look at how you would manage a unlimited long trip, by making manageable stops. The latter is more universal, and is mostly determined by recharge rate. So lets look at the typical recommended ways of driving a long travel. Which is to stop every two hours, and take a 15 minute pause. In those two hours, you on average have done 200 km… So you need to recharge 40 kWh per stop. Doing that in 15 minutes, means at least 160 kW recharge rate (not counting conversion losses) Which is about the same as Tesla 150 kW superchargers. Additionally, those recharge speed are typically only available for the first 50% of the battery. So we need a battery that is about 80 kWh. (Which gives 400 km total range, So you could also drive 3 hours straight, if that allows to arrive directly at your destination, or if you then have a longer lunch break. ) Guess what… that is exactly the kind of battery size and recharge rate that Tesla has had for a long time. I wonder how they got to those numbers… :-) Indeed, pretty much all new EVs on the market are settling on those kind of batteries. The Jaguar i-pace and Audi E-tron have 90 kWh battery packs, and support high recharge rates. All these cars essentially allow long distance travel where the recharging time coincide with the pauses the driver needs to stay alert, getting a coffee or lunch. Of course, you can argue about the exact numbers… but the rough estimate is clear. You need significantly more than 40 kWh to allow long distance travelling. Recharging is constantly improving. Tesla boast about a 300 kW recharging, however, that only hold for the first 10% of the battery, after which it drops quickly. The E-tron apparently allows keeping that 150 kW recharge up to 80% of the battery charge. So you could argue that you need less then 80kWh battery to allow for that 15 minute recharge. So maybe you only need 70 kWh battery. That is still double over 35,5 kWh. Also, in case you can't find a 150 kW charging option available, it would be nice when you have some extra range, so that 15 to 20 mins on 50kW at least allows to get to the next faster charging station, or you destination. Hence, the larger battery is not just a matter of allowing fast recharge in the first 50% capacity. Some more information about recharge rates: Essentially… when the recharge rate is low, you either need to wait longer, or you need extra buffer capacity in the car. while everyone is boasting about Tesla's technology, it is actually quite amazing what Audi has managed in the e-tron. I haven't seen Mazda's claim, but as fas as usability is concerned, this clearly is not a good battery size. Lets take a look at the BMW i3, with 42 kWh battery capacity. It can charge at about 45–50 kW recharge rate, up to 86 %. (see graph below) We again assume our 2 hours 200km hops. It's relatively small, so lets assume we can actually manage that, draining the battery completely. (Which is actually a pain in itself when you need to drive without range reserve…) In that case, we need to recharge 42 kWh * 86% = 36 kWh. Which would take about 45 minutes on the average 47 kW recharge it allows… That is not a nice stop every 2 hours of driving. I haven't seen Mazda's claim… But looking at the current technology, as seen on other car manufactures, 35,5 kWh is not a good battery size. (recharge rate graphs from Fastned )

FAQs ที่เกี่ยวข้อง audi e tron optional extras

  • Q

    ระบบสัญญาณกันขโมยของAudi E Tronมีอะไรบ้าง

    กมล สุพิศ

    มีระบบสัญญาณกันขโมยและรุ่นย่อยของAudi E Tron ได้แก่

    อ่านเพิ่มเติม
  • Q

    ระบบกันสะเทือนด้านหลังของAudi E Tronมีอะไรบ้าง

    กินเที่ยวทะลุโลก

    มีระบบกันสะเทือนด้านหลังและรุ่นย่อยของAudi E Tron ได้แก่

    อ่านเพิ่มเติม
  • Q

    ระบบปรับอากาศอัตโนมัติของAudi E Tronมีอะไรบ้าง

    ณัฐกล มุสิกวรรณวัฒน์

    มีระบบปรับอากาศอัตโนมัติและรุ่นย่อยของAudi E Tron ได้แก่

    อ่านเพิ่มเติม
หน้าหลัก