แท็ก

audi e-tron charging system (ac)

บทความที่เกี่ยวข้อง audi e-tron charging system (ac)

2020 Audi e-tron Sportback จ่อลุยเมืองไทยสัปดาห์หน้า คาดราคาทะลุ 5.3 ล้านบาท

บริษัท ไมซ์สเตอร์ เทคนิค จำกัด ผู้จำหน่ายรถยนต์ Audi ในประเทศไทยเตรียมเปิดตัว 2020 Audi e-tron Sportback

ชมคุณสมบัติเด่น 2022 Audi Q4 e-tron รถเอสยูวีไฟฟ้าขนาดเล็กแฝงความดุดัน

2022 Audi Q4 e-tron2022 Audi Q4 e-tron และ Q4 e-tron Sportback (2022 อาวดี้ คิว4 อี-ทรอน) เผยโฉมอย่างเป็นทางการ

เผยโฉม 2022 BMW iX รถเอสยูวีไฟฟ้าที่ดีที่สุดเวลานี้? เบียด Audi e-tron

ก้านที่ฉีกแนวไปจากภาพลักษณ์พวงมาลัย 3 ก้านแบบสปอร์ตที่ได้รับความนิยมในช่วงหลายปีที่ผ่านมา คอนโซลกลางยกสูงมีสวิทช์ควบคุม BMW Operating System

Audi เดินหน้าเข้าสู่ยุครถยนต์ไฟฟ้าเต็มตัวภายใน 2035 หลัง Audi e-tron ขายได้ 9,227 คัน ขึ้นอันดับ 1 ใน Norway

2035ซึ่งจะมีการแจ้งแผนออกมาในอีกไม่กี่เดือน พร้อมสถานะของโรงงานที่จะต้องเปลี่ยนไปผลิตแบบไฟ้าแบบเต็มตัวยอดขาย e-Tron

2021 Audi RS Q3 Sportback ยืนยันมาไทย 19 ก.พ. นี้ คาดราคา 5 ล้านกว่าบาท สู้กับ Mercedes-AMG เต็ม ๆ

2021 Audi RS Q3 Sportback (อาวดี้ อาร์เอส คิว3 สปอร์ตแบค) เอสยูวีท้ายลาดพื้นฐานจาก Audi Q3 จะมาขายไทยวันที่

Hyundai เปิดตัวแพลตฟอร์มไฟฟ้า E-GMP รองรับอัตราเร่ง 0-100 กม.ต่อชม. ใน 3.5 วินาที

รองรับตัวถังรถยนต์หลากหลายประเภทแพลตฟอร์ม E-GMP จะถูกใช้กับรถยนต์รุ่นใหม่ในเครือ Hyundai ไม่ว่าจะเป็นแบรนด์

อาวดี้เตรียมเปิดตัว 2021 Audi e-tron GT พร้อมสู้ Porsche Taycan ได้หรือไม่?

Audi e-tron GT Concept ในงาน Los Angeles Auto Show หลังจากที่มีการเปิดตัว Audi e-tron Quattro และ รถอเนกประสงค์

Review: 2019-2020 Audi e-tron เอสยูวีพรีเมียมพลังงานไฟฟ้า

Audi (อาวดี้) ค่ายรถยนต์หรูจากยุโรป ส่งรถเอสยูวีอเนกประสงค์หรูพลังงานไฟฟ้าอย่าง 2019-2020 Audi e-tron

2021 Audi e-tron GT เตรียมบุกไทยปีนี้ พร้อมตระกูล RS อีกหลายรุ่น

ซึ่งรวมไปถึงรถยนต์สปอร์ตไฟฟ้า Audi e-tron GT (อาวดี้ อี-ตรอน จีที) ที่จะเปิดตัวในตลาดโลกในสัปดาห์หน้า

เปิดตัว 2020 Audi e-tron Sportback ค่าตัว 5.299 ล้านบาท จำกัดโควต้า 15 คันในไทย

2020 Audi e-tron Sportback 55 quattro S line (อาวดี้ อี-ทรอน สปอร์ตแบ็ก) เปิดตัวอย่างเป็นทางการในไทย

ดูเพิ่มเติม

Review: Audi A6 Avant รถหรูสไตล์ผู้นำ

Audi (อาวดี้) ค่ายรถยนต์หรูจากเยอรมันส่ง 2020 Audi A6 Avant ในรหัส 40 TFSI ลงสู้คู่แข่งด้วยราคาเริ่มต้น

Audi Thailand ปรับกลยุทธ์ฝ่า COVID-19 เน้นเพิ่มสินค้า-ทำราคาสู้-ปรับบริการรับลูกค้า

Audi Thailand (อาวดี้ ประเทศไทย) ปรับแผนงานฝ่าวิกฤต COVID-19 เน้น 3 นโบายหลัก เพิ่มความหลากหลายของสินค้า

Review 2020 Audi e-tron Sportback รถไฟฟ้าเสียบปลั๊ก 5.299 ล้านบาท ครบทั้งแรงทั้งหรูแบบไร้คู่แข่ง

2020 Audi e-tron Sportback 55 quattro S line (อาวดี้ อี-ตรอน สปอร์ตแบ็ค) รถยนต์ไฟฟ้าทรงเอสยูวีคูเป้จากค่ายสี่ห่วง

Audi Q2 เอสยูวีไซส์เล็กสุดหรูเพื่อคนรุ่นใหม่ พร้อมราคา 2.249 ล้านบาท

Audi Q2 น่าจับตามอง โดยในไทยเป็นรุ่นนำเข้า ชื่อรุ่นคือ Audi Q2 35 TFSI ราคาเริ่มต้นที่ 2.249 ล้านบาท

สำรวจความนิยมแบรนด์รถยนต์ในแต่ละประเทศ ใครยืนหนึ่ง? อันดับสองค่ายใดมาชมกัน

ขณะที่ Chevrolet (เชฟโรเลต) เป็นแบรนด์ยอดนิยมในอียิปต์ ส่วน Toyota ครองส่วนแบ่งตลาดเกือบ 100% ในเยเมนAudi

ชมคันจริง 2020 Audi e-Tron Sportback ขายไทยในราคา 5.299 ล้านบาท มีดีแค่หลังคาลาดลงรึเปล่า?

2020 Audi e-tron Sportback (อาวดี้ อี-ตรอน สปอร์ตแบ็ค) เปิดตัวขายในไทยแล้วด้วยราคา 5,299,000 บาท เป็นรถเอสยูวีพลังไฟฟ้าล้วน

2021 Lexus UX300e เปิดตัวใหม่จะได้ส่วนแบ่งตลาดรถไฟฟ้าหรูจาก Audi e-tron ได้หรือไม่

Premiumสำหรับ 2021 Lexus UX300e ที่เพิ่งเปิดตัวนี้จะมีความสามารถเพียงพอที่จะได้ส่วนแบ่งตลาดรถไฟฟ้าสุดหรูจาก Audi

นอร์เวย์ผงาดชาติแรกยอดขายรถพลังไฟฟ้าแซงรถเครื่องยนต์สันดาป – แล้วเมืองไทยล่ะ?

จะพบว่ารถพลังไฟฟ้ามีสัดส่วนยอดขายเพียง 1% เท่านั้นสมาคมยานยนต์แห่งนอร์เวย์ (OFV) ระบุว่ารถพลังไฟฟ้าที่มียอดขายสูงที่สุดในปี 2020 คือ Audi

Review: 2020 Audi A4 สปอร์ตซีดานเพื่อผู้นำทุกไลฟ์สไตล์

A4 ยังมาพร้อมระบบเสียง Audi Sound System ที่ทำให้สุนทรีย์ในทุกเส้นทางการออกแบบภายใน Audi A4ระบบความปลอดภัย

แบงค์บอกต่อ CX-5 ลดเหลือ 1,160,000 บาทกับ Audi อัดดอกเบี้ย 0% ก่อนงาน Motor Expo 2020

Mazda และ Audi นำรถมาลดราคา และขนแคมเปญงาน Motor Expo 2020 เพื่อให้ลูกค้าได้ออกมาจับจองกันก่อน พร้อมแล้ววันนี้Mazda

Audi เปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้าสปอร์ตรุ่นใหม่ 2022 Audi e-tron GT และ Audi RS e-tron GT เริ่ม 3,621,000 บาท

Coupe คือ 2022 Audi e-tron GT (อาวดี้ อีทรอน จีที) เริ่ม 3,621,000 บาท และ Audi RS e-tron GT (อาวดี้

เปิดตัว 2021 Audi RS e-tron GT ราคา 6.39 ล้านบาท สเปคนำเข้าฝาแฝด Taycan

2021 Audi e-tron GT (อาวดี้ อี-ตรอน จีที) รถยนต์ไฟฟ้ารุ่นล่าสุดจากเยอรมนี ที่เปิดตัวในเยอรมนีเมื่อเดือนก่อน

เป็นไปได้? ผู้บริหาร Audi ชี้รถพลังไฟฟ้าจะมีแบตเตอรี่เล็กลงในอนาคต

ซีอีโอ Audi (อาวดี้) ออกมาให้ความเห็นว่ารถยนต์ไฟฟ้าจะมีแบตเตอรี่ขนาดเล็กลงในอนาคต เมื่อเทคโนโลยีการชาร์จไฟและจุดชาร์จไฟมีพัฒนาการก้าวหน้ามากขึ้นจากการแข่งขันด้านพละกำลังทั้งแรงม้าและแรงบิดของรถเครื่องยนต์สันดาปในอดีต

รวมรถ EV เปิดตัวใหม่ในงานมอเตอร์โชว์ 2021 ราคาเริ่มตั้งแต่ 3 แสนกว่าจนถึงหลายล้าน

เพิ่มความเป็นไฟฟ้าที่ดูแลง่าย จึงทำยอดจองเยอะมาก ต้องต่อคิวรอนานเป็นปี ด้วยราคาขายเพียง 2.29 ล้านบาทAudi

ยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าในนอร์เวย์ พ่งสูงเกือบ 90% เอาชนะเครื่องยนต์ดีเซลและเบนซินที่แรกในโลก

3จากการรายงานของ Norwegian Road Federation (OFV-กรมการขนส่งนอร์เวย์) ในปี 2020 รถที่ขายดีที่สุดคือ Audi

ชมงาน BIMS 2021 ดู GWM มาแรง MG Extender หน้าใหม่ หรือ Audi e-tron GT และอื่น ๆ เรารวมไว้ให้คุณแล้วที่นี่

ๆ ร้อน ๆ ก็คือ Audi Q5 (อาวดี้ คิว5) ที่มาพร้อมชุดแต่งเอสไลน์ ทั้งภายในและภายนอก รวมไปถึงช่วงล่างที่ได้รับการปรับแต่งใหม่

Review: Audi A6 Avant รถหรูสายสปอร์ต

Audi (อาวดี้) ค่ายรถยนต์ยักษใหญ่ส่ง 2020 Audi A6 (อาวดี้ เอ6) สู่ตลาดรถยนต์ประเทศไทย ชื่ออย่างเป็นทางการคือ

พาชม 2020 Audi TT RS สีส้ม Pulse Orange 400 แรงม้า เจ้าของค่าตัว 5.299 ล้านบาท

All-New 2020 Audi TT RS (2020 อาวดี้ ทีที อาร์เอส) เปิดตัวในประเทศไทยด้วยฝึมือของอาวดี้ ไทยแลนด์ และทำราคาแบบหยุดโลกที่

Audi e-Tron รุ่นย่อย Premium ใหม่ ราคาถูกลง 10% ตัดออพชั่นอะไรบ้าง?

Audi e-Tron รถครอสโอเวอร์พลังไฟฟ้าล้วน ซึ่งทำยอดขายไม่ดีนักในสหรัฐอเมริกา จึงได้ออกกลยุทธ์ใหม่ เปิดตัวรุ่นล่างสุดที่มีราคาเอื้อมถึงง่ายขึ้น

ควักเพิ่ม 2 แสน! ทำไมถึงควรเลือก 2020 Audi e-tron Sportback มากกว่า e-tron สแตนดาร์ด

2020 Audi e-tron Sportback (อาวดี้ อี-ทรอน สปอร์ตแบ็ก) รุ่นใหม่เปิดตัวลุยตลาดบ้านเราแล้วด้วยราคา 5.299

รีวิวโพสต์ audi e-tron charging system (ac)

AUDI E-TRON IC-CPD 120-230Vac 3.6 kW AC ELECTRIC CAR HOME CHARGING SYSTEM 2015

Hi Rav. We have had a look on our internal system and its states that the Audi e-tron is capable of charging speeds of up to 11kW AC. However, even though there are no timescales for it availability, there are plans to increase this to 22kW AC in future via an on-board charger

รีวิว Q&A audi e-tron charging system (ac)

Is JLR lines up its first EV in India, I-Pace?

The all-new Jaguar I-Pace is launched on 23rd march 2021. It is the car maker's first-ever Electric vehicle in India. Now let us talk about the car in-depth:- Jaguar I-Pace is an electric crossover SUV. It will compete with Mercedes EQC and Audi E-Tron. It is priced at around 1.4 Cr on-road Mumbai. Exterior:- The front design of the car looks aggressive and sharp. This car has the best drag coefficient in the segment as we can see the air damps below the daytime running matrix(optional) led lights. There are active fins as well so that when required battery gets air as well. The grille is not packed completely it is made such that to reduce the drag(as we can see in the below picture). The side profile of the car looks very similar to the coupe design. From the side, it looks very sharp as well with the charging socket given on the side. Cladding placement has written which trim of the car it is. It has also got good 19-inch wheels as well. In my perspective it does looks like URUS from the side (let me know your opinion on this as well in the comment section). From the backside, it looks like typical modern jaguar SUVs But it looks good overall with the previous jaguar logo the center With badging of I-Pace and EV400(which mean 400 is the total power produced). Taillights look very sporty as well. Interior:- The interior of the car looks very premium and with great fit and finish. It has got all the updated versions of the infotainment system. With all the connectivity with a 10-inch touch as we can see in the above picture and a smaller 5.5-inch touchscreen below and between ac knobs. It has a MID in the instrument cluster(as we can see in the above picture) There is a small shelf for wireless charging below the smaller touch screen. The steering of the car looks very sporty and the ergonomics of the car is very well done. The feature list of the car is very long with auto LED lights, auto wipers, panoramic sunroof, connected car tech, heads up display, powdered tailgate,380W Meridian audio system, Wireless charging, etc Safety features are also appreciable with 6 airbags, ABS with EBD, stability control, Traction control, Front and rear parking sensors, 360-degree camera, etc, etc There is a magazine holder below your seat as well which is very cool I guess. I-PACE’s 90 kWh battery is designed for good long distances. I-PACE is propelled by two permanent magnet synchronous electric motors integrated with the front and rear axles. These motors provide 294 kW and 696 Nm of useable instant torque. With built-in All Wheel Drive traction, I-PACE accelerates from 0-100 km/h in 4.8 seconds. IMPORTANT QUESTION ALERT!!! Ek charge meh Kitna chalegi?*range of the battery in single charge?* A 90kWh lithium-ion battery pack rests below the cabin floor and provides enough juice for 480km. Charging up to 80 percent takes 40 minutes using a DC fast charger or 10 - 12hours with a normal AC charger. The boot space of the car is approx 550 liters and with active suspension as an option, they say 520–530 liters. The good factor of this model is you can customize the car according to you which alloy wheels you want, various optional features, various optional colors as well. Well this is all from my side of the review it is just the rough detailed review but you can download the brochure from the link attached below https://www.jaguar.in/Images/Jaguar-I-PACE-Brochure-1X5902100000BINEN03P_tcm635-824117.pdf Hope you liked my answer :) Comment down what do you think about the future of electric cars in India Let's end it with a quote:- Innovation is the ability to see change as an opportunity, not as a threat.

How many electric cars on a block do you need before it makes sense to switch over to DC at the block level and distribute DC instead of at the home level and have individual conversion by house?

How many electric cars on a block do you need before it makes sense to switch over to DC at the block level and distribute DC instead of at the home level and have individual conversion by house? Youtuber and Tesla owner Bjørn Nyland made a very good video about charging losses. These were the results of his test. Yes, charging from a 50 kW fast charger (your idea) was the most efficient, but in this test charging at 7 kW was right behind with a difference of 0.9%. Another point is, electric cars have batteries which require different voltages. Some have about 360 Volt when fully charged (VW e-Up, e-Golf, Hyundai Ioniq), some have 400 Volt systems (Tesla, Renault Zoe), some have 450 Volts (Peugeot e–208, Opel e-Corsa, MZ ZS EV, Jaguar iPace) while some have internal voltages about 750 Volts (Porsche Taycan, Audi e-Tron GT, Hyundai Ioniq 5, Kia EV6). Creating a single DC charging system / network would not be only very wasteful and redundant, it would also unnecessarily complicate the system. All what each individual charger needs is a simple AC connection to the grid (either 240V or 3-phase can depend on demand and/or country), the rest is far simpler by having individual chargers which can provide the voltage and current which each car needs. The paper (which is by the way from 2017, which is almost ancient in EV world) also tells what would be required: “To walk towards the adoption of a DC solution, some steps need to be followed. Standardization should be promoted, following successful experiences already available in industrial applications, such as data centers . It is important to clearly define the DC voltage levels that show the best relation between efficiency and safety. Legislation concerning energy efficiency of household and office appliances should be updated, to promote the production of more efficient DC appliances”. Well, the industry has already shown that some manufacturers use voltages around 400 Volts while others are aiming to go close to 800 Volts. Both have pro-s and con-s and currently there is no need to force anybody to adopt a single one. An agreement on one or two AC plug standards within one continent is perfectly sufficient, nobody enforces how any other appliance works internally either.

Is the reason the Tesla can go so much more than the other EVs, because of the size of the battery pack?

It’s not the size, its how you use it :P (Originally answered: Is the reason the Tesla can go so much more than the other EVs, because of the size of the battery pack?) Jokes aside, it really isn’t just the size of the battery. As mentioned in Kevin Davidson’s answer in this question thread, the Audi e-Tron has a 95 kWh battery with 205 miles, whereas Model S top spec has a 100 kWh battery since the day it was launched. I think this is the fairest comparison (no point bringing in the Model 3 since there is nothing to compare it with in the same weight category). So with the Model S, Tesla initially had a 335 mile car. Recently though, Tesla announced that the Model S new refresh has a 370 mile range. So what happened? For the context of the question, one must consider at least these parameters: “Cell” design (battery related) “Module” design (battery related) “Pack” design (battery related) Motor design (materials/electronics/programming related) Aerodynamics (vehicle engineering related) Overall weight reduction (meh, that one’s obvious) Let’s discuss points 1 through 4, since 5 and 6 are kinda obvious and too broad to discuss. 1. At the cell level, you might already know that the Model S uses standard off-the-shelf Panasonic 18650 cells (AA-like cells with 18mm diameter and 65mm cylindrical length). They did not tweak the chemistry much, or if they did we don’t know (but just pointing out that cell chemistry is one aspect of gaining an advantage in range). Weight reduction is possible through high-energy-density chemistries (this is an iterative process and they’ve improved energy density with Model 3. It will improve even further for Model Y due to the recent Maxwell Technologies buyout). 2. At the module level, you come across the physical packaging of the cells - you have to make sure to pack as many cells as possible, the material used to bind them together physically, as well as the battery management system electrical connections which will ensure all the cells charge and discharge evenly, for optimum performance. 3. At the pack level, you begin to consider the thermal aspects (actually that starts at the module level too). The air gaps between each cell/module, the glue used to hold each cell in place and its thermal conductivity, the cooling/heating system design and how energy efficient it can be (THIS can have a direct effect on range since heating/cooling takes up energy from the battery which could otherwise be used to drive you x miles more). 4. Coming to motors, the Model S has an AC induction motor with a pure copper rotor (a difficult to manufacture item which is part of Tesla’s core IP (this blog post by co-founder Martin Eberhard talks a bit about their thought process). Both front and rear motors on the Model S were of this type. The software controlling the invertor circuitry is also part of the core IP and the reason Tesla is able to control the motors better, offering efficient energy consumption leading to longer range. AC Induction motors are (or were at the time) the most efficient type of motor for use in pure electric vehicles, as said by Tesla Principal Power Electronics Engineer Wally Rippel in this blog post from 2007 , and since everyone then was using brushless DC motors if I am not mistaken, the Model S of yore had the stupendous 335 mile range. With the “Raven” update to the Model S (the new Model S with 370 miles range launched in March 2019), Tesla replaced the old front AC motor to the Model 3’s new, highly efficient PMSRM (partial Permanent Magnet Switched Reluctance Motor). This is the same motor that is going to be powering the semi truck (4 motors at 4 wheels), and is unique in its construction in that it is a hybridization of two different types of motors - the Switched Reluctance type and the permanent magnet type. While the specifics are too technical to get into here, suffice to say that no other car company in the world is close to this kind of motor in production vehicles. This alone, without any changes to battery design, has given Tesla a 35-mile bump in range to get to the unheard-of 370-mile range in the Model S today. P.S.: With the Model 3, a lot of changes have taken place in the battery design, from cell level to module level to pack level. The cells are 2170 (21mm dia, 70mm length), leading to improved surface area for thermal conductivity - better heating and cooling at the cell level. The chemistry has been tweaked a little, for better energy density. The entire thermal system is brand new, and works off the same system as the cabin cooling/heating system to aid in efficiency. Thus if Tesla were to replace the battery pack in the Model S with the Model 3’s, they could easily go past 400 mile range. But it is not possible to do this as a simple swap, as the cooling heating system of the Model S was completely different and not designed with the 2170 cell architecture in mind. But mark my words - a 100 kWh battery pack with 2170 cells is going to be key to achieving 400+ mile range! Cheers, Harshal. If you are buying a Tesla, use my code to get Free Supercharger Miles .

Has Tesla missed its opportunity to mass produce and sell cars due to increased competition from the big car manufacturers?

Are you sure you shouldn’t have written the question the other way around? In my opinion it would be better this way: “Have big car manufacturers missed their opportunity to produce and sell EVs due to increased competition and high manufacturing volumes from Tesla?” OK, just to inform you (and those who are willing to read more): there is no serious competition to Tesla's cars. Not now, not in 2019 and highly unlikely in 2020. I have high doubts about 2021. That’s as far as I am willing to predict. Nissan Leafs (all versions including 2018) have no thermal management and therefore have heavy long range problems. The old ones have also battery degradation problems. VW e-Golf has a nice interior, but in EV aspect it pretty much shares the Leaf destiny. A short-to-mid range commuter car. Renault ZOE is a small car with an odd AC rapid charging system which is in process to become obsolete. A nice small commuter EV, but nothing more and by current standards it is actually a fairly old model. BMW i3 has a rather small battery. And the car is small too. Hyundai Ioniq is a nice EV, but the battery should have been twice as big. On long trips it needs annoyingly many charging stops. Without that flaw, it could actually become a (close) Model 3 competitor, at least in some aspects, but the production has come to a crawl because of a battery shortage. Chevrolet Bolt has a nice 60 kWh battery, but charges quite slow. The car isn't big enough for a family either. Hyundai Kona EV pretty much shares the size with the Bolt, consumes a bit less, has a slightly bigger battery, charges significantly faster, actually a quite nice smaller EV. The catch with it are production numbers. Supposedly they will make only 20.000 cars per year, maybe even less in 2019 due to the battery shortage. Kia Niro EV shares Kona's story, it’s a nice EV, but with similar (low) production numbers. And European competitors? Jaguar i-Pace looks nice and has a fairly good ground clearance, but consumes more than the big Tesla Model X while the interior only as big as the smaller Model S. Add to this a charging speed that is about 30% slower than a Tesla Supercharger and you get the picture. And - there will supposedly be only 15.000 built in 2019, and a significant part of them will go to Google Waymo for fleet duty status. For a consumer market, that's practically nothing. Audi E-Tron? A nice, but very big EV with a battery that's too small for its consumption; charging speeds and production numbers are yet to be seen, quite likely they will be low too (comparing to Tesla), like with i-Pace. And Mercedes Benz EQC? Currently still only a project, first cars should be delivered in 2020. And the main competitor will actually be Audi, not Tesla, since it shares e-Tron's philosophy: nice, big, but expensive and meant for wealthy people whose only long travel is - to the airport. With Porsche we know only the name and the voltage which should be used, which in essence means - the car doesn’t even exist. For comparison: Tesla is currently producing about 20.000 Model 3s and about 3.000 Model S and X (each) - per month! So all brand-name "competitors" struggle to compete (except maybe in some interior features or materials) with the Model S and X while they all forgot that they should compete with the Model 3! That one is the in-house Tesla Model S “killer”. In that case, the Kia Niro EV might be a competitor, but it is outclassed by the Tesla in some features and even more in production numbers by a 10:1 ratio. So in essence - Tesla has no serious competition - it is the other way around. Tesla Model 3 is in the process of ramping up production to outsell any other car in the US market with the exception of a few pickups. All cars, not only EVs ! And with pickups excluded, Tesla Model 3 is currently number 4 in monthly sales in USA. September 2018 YTD U.S. Passenger Car Sales Rankings – Best-Selling Cars In America So in short, give me a break with your “Tesla missed the opportunity to mass produce and sell cars …” - when it actually sells more than all competitors, I mean, their ICE models, yet alone (almost non-existing) EVs !

What is the future of electric cars in India?

Here is the list of Upcoming Electric CARS in INDIA in 2019 Mahindra KUV100 Electric Mahindra KUV100 Electric Launch Date & Price- KUV 100 Electric is Launch in India in mid-2019. Its Showroom Price in Delhi is between 8 Lakh to 10 Lakh. This car is coming in SUV body Style. Mahindra KUV 100 Electric car is also called the eKUV100. Mahindra KUV100 Electric Overview- Design and Specs- KUV 100 Electric comes with features such as Power Lock and Anti-Lock Braking System. eKUV100 is powered by a 3-phase AC induction 31kW electric motor coupled to a lithium-ion battery. It boasted of a claimed range of 140km and was equipped with fast charging. Thanks to which, the battery could be juiced up to 80 per cent in less than an hour. This Suv is First Electric car by Mahindra. This SUV comes with 5 seating space. Audi E-tron Audi E-tron Launch Date & Price- E-tron is Launch in India in September 2019. Its Showroom Price in Delhi is 1.5 cr. This car is coming in SUV body Style. Audi E-tron Overview- Design and Specs- E-tron comes with features such as Power Lock and Anti-Lock Braking System. This SUV comes with 5 seating space. The rear of the SUV is characterised by a sloping roofline along with the LED taillights which run across the boot of the SUV. This SUV comes with Fully Automatic Transmission. The Audi E-Tron SUV gets two electric motors, one on each axle. The one on the front makes 125 kW while the rear motor makes 140 kW, with the combined total of 265 kW or 355 bhp. The peak torque output is 561 Nm. In this car, the power output goes up to 300 kW or 408 bhp. The Audi E-Tron SUV has a range of 400 km on a single charge according to the WLTP cycle and can touch a top speed of 200 kmph. Nissan Leaf Nissan Leaf Launch Date & Price- The Nissan Leaf is Launch in India in March 2019. Its Showroom Price in Delhi is 12 Lakh. This car is coming in Hatchback body Style. Nissan Leaf Overview- Design and Specs- Leaf comes with features such as Power Lock and Anti-Lock Braking System. This Hatchback comes with 5 seating space. The Leaf gets a new e-Pedal system which will accelerate, decelerate, stop or hold. This one-pedal technology allows the combination of speeding up, slowing down and braking, all with stepping on the one-pedal function. Power output stands at 148 bhp and there's a torque of 320 Nm on offer. The new 40kWh battery pack gets more energy capacity without increasing its size. And Charging time is 8 hours to 16 hours depending on the power capacity and the Leaf also gets a quick charging feature which can give 80 per cent battery time in 40 minutes. The Leaf will be the first Nissan vehicle to feature the ProPILOT Park system, which will help the driver to park in tight spots by taking over the steering wheel. Hyundai Kona Hyundai Kona Launch Date & Price- Kona is Launch in India in August 2019. Its Showroom Price in Delhi is 25 Lakh. This car is coming in SUV body Style. Hyundai Kona Overview- Design and Specs- This Hyundai Kona comes with features such as Power Lock and Anti-Lock Braking System. This SUV comes with 5 seating space. The headlight design remains sharp like the conventional version. Power on the Hyundai Kona Electric comes from a range of engine options. There is a 39.2 kWh battery that can travel up to 300 km in a single charge. This version uses a 99 kW electric motor with 134 bhp and 395 Nm of peak torque, can hit 0-100 kmph in 9.2 seconds. Hyundai Kona top speed is 155 kmph. For more details, you can click this link

FAQs ที่เกี่ยวข้อง audi e-tron charging system (ac)

  • Q

    หน้าปัดบอกระยะทางแบบมัลติทริปของAudi E Tronมีอะไรบ้าง

    มีให้เธอเสมอ

    มีหน้าปัดบอกระยะทางแบบมัลติทริปและรุ่นย่อยของAudi E Tron ได้แก่

    อ่านเพิ่มเติม
  • Q

    มาตรวัดความเร็วรอบของAudi E Tronมีอะไรบ้าง

    กมล สุพิศ

    มีมาตรวัดความเร็วรอบและรุ่นย่อยของAudi E Tron ได้แก่

    อ่านเพิ่มเติม
  • Q

    บอกเครื่องยนต์ไฟฟ้าของAudi E Tronหน่อย.

    อุ้ย'เหี้ยย ส่อง

    เครื่องยนต์ไฟฟ้า ของ Audi E Tron มีดังนี้

    อ่านเพิ่มเติม
หน้าหลัก