ย้อนรอย Isuzu MU-X ประวัติ PPV มวยรอง 2 เจเนอเรชั่น ที่ขยันปรับปรุงทุกปี

Mr.Argus · Oct 27, 2020 05:12 AM

ประวัติของ MU-7 ถึง MU-X ในปัจจุบัน

ประวัติของ MU-7 ถึง MU-X ในปัจจุบัน

รถอเนกประสงค์พื้นฐานกระบะ PPV จากค่ายอีซูซุในยุคที่ทำตลาดอย่างจริงจังนับตั้งแต่ MU-7 จนถึง MU-X รวมแล้ว 2 เจเนอเรชั่น ที่มีการพัฒนาออกรุ่นย่อยบ่อยมากๆ เพื่ออัพเกรดตัวเองให้ทัดเทียมคู่แข่งที่ครองแชมป์ยอดขายอยู่ข้างบน เราไปย้อนดูประวัติของรถรุ่นนี้ตลอดตั้งแต่ปี 2004 จนถึงปัจจุบันกัน ก่อนจะพบกับรุ่นใหม่ครับ

TR Adventure Master มาก่อน MU-7 อยู่ 1 ปี

TR Adventure Master มาก่อน MU-7 อยู่ 1 ปี

กำเนิดจากไทยรุ่ง

รถอเนกประสงค์ดัดแปลงจากค่ายอีซูซุ เดิมทีมีตั้งแต่ยุค 90 กับรุ่น Cameo และ Vega ที่โดนภาษีสรรพสามิตทำราคาแพง จนยอดขายหดหายเงียบไป และกลับมาแจ้งเกิดใหม่อีกครั้งเมื่อได้แรงกระตุ้นในปี 2003 มีการเปิดตัว TR Adventure Master รถดัดแปลงจากไทยรุ่ง ที่นำแชสซีและหัวเก๋งจาก อีซูซุ ดีแมกซ์ มาต่อเติมห้องโดยสารตอนท้าย และมีการออกแบบโดยคนไทยทำเอง วางขายหลบมุมอยู่ตามโชว์รูมอีซูซุ ซึ่งแม้จะไม่ได้มีแคมเปญหวือหวาในตลาดมากนัก แต่เนื่องจากไทยรุ่งก็มีชื่อเสียง 7 ที่นั่งมาอย่างต่อเนื่อง จึงทำยอดขายดี จนค่ายอีซูซุเองเริ่มคิดหาทางพัฒนารถประเภทขึ้นมาขายบ้าง 

ภาพแรกสุดของ Isuzu MU-7 ที่เปิดตัวปี 2004

ภาพแรกของ Isuzu MU-7 ที่เปิดตัวปี 2004

Isuzu MU-7 เจนฯ 1 เปิดตัว 2004

Isuzu MU-7 เปิดตัวครั้งแรกปลายปี 2004 ใช้ชื่อ MU เพื่อเป็นการแสดงเชื้อสายมาจากตระกูล Cameo โดยคำว่า MU ย่อมาจาก Mysterious Utility หมายถึงความอเนกประสงค์ที่คาดไม่ถึง ชูจุดเด่นที่ความกว้างขวาง เบาะแถวที่ 3 นั่งได้จริงไม่คุดคู้ มีทั้งขับเคลื่อน 2 และ 4 ล้อ มี 7 ที่นั่ง ใช้เครื่องยนต์ดีเซลคอมมอนเรล 3.0 ลิตร turbo intercooler ให้กำลัง 146 แรงม้า โดยมีช่วงล่างหลังเป็นแหนบ (ที่ปรับปรุงให้นิ่มกว่ากระบะแล้ว) 

ด้านท้าน MU-7 โฉมแรกสุด

ด้านท้าน MU-7 โฉมแรกสุด

ในปีต่อมา 2005 ก็ได้ไมเนอร์เชนจ์เล็กน้อย โดยเปลี่ยนกระจังหน้าให้มีลวดลายนูนต่ำ 3 มิติในกรอบทรงเดิม ส่วนห้องโดยสารเปลี่ยนใช้ลายไม้วอลนัท ปลายปีเดียวกันมีรุ่น limited โดยตัวรถเป็นสีดำมุก และสีขาวมุก พร้อมให้ออพชั่นเครื่องเล่น DVD เพิ่มมาตามสมัยนิยม โดยยังไม่เปลี่ยนเครื่องใดๆ

เทียบกระจังรุ่นปี 2004(บน) และปี 2005(ล่าง)

เทียบกระจังรุ่นปี 2004(บน) และปี 2005(ล่าง)

ยอดขายแป๊กเพราะอะไร?

Isuzu MU-7 โฉมแรกเปิดตัวก่อนหน้าคู่แข่ง Toyota Fortuner เกือบครึ่งปี ชูจุดเด่นความกว้างขวางของ 7 ที่นั่ง และความประหยัดน้ำมัน แต่กลับทำยอดขายสู้ไม่ได้ เพราะก่อนการเปิดตัว Fortuner ไม่กี่เดือนนั้น ทางราชการกลับลำกำหนดให้รถ PPV สามารถใช้คอยล์สปริงได้ ดังนั้นฟอร์จูนเนอร์จึงได้ใช้ช่วงล่างหลังแบบสปริง แทนที่จะได้ใช้แหนบแบบ MU-7 (ซึ่งทำให้หลายคนหาว่าโตโยต้าไปลอบบี้ให้เปลี่ยนกฎด้วยซ้ำ) อีกทั้งการที่ฟอร์จูนเนอร์มีทางเลือกเป็นเครื่องเบนซินด้วย ก็ทำให้จับกลุ่มลูกค้าได้หลากหลาย จนกวาดยอดขายมากกว่าไปอย่างสมเหตุผล 

อีกเหตุผลหลักที่ทำให้ยอดขายมิว-7สู้คู่แข่งไม่ได้ เพราะเรื่องรูปร่างหน้าตาที่หลายคนชอบทางโตโยต้ามากกว่า ที่มีรูปร่างเหมือนรุ่นพี่ตัวแพงอย่างแฮริเออร์ ทำให้ทาง MU-7 ที่ออกแบบสวยสู้ไม่ได้ จึงต้องพยายามปรับปรุงตัวเองให้มีความสดใหม่อยู่ทุกๆปี จนหมดอายุการตลาดไป

Isuzu MU-7 โฉมไมเนอร์เชนจ์

Isuzu MU-7 โฉมไมเนอร์เชนจ์

Isuzu MU-7 ไมเนอร์เชนจ์ครั้งใหญ่ปี 2006

ภายในระยะเวลา 2 ปีหลังจากที่ทำยอดขายเอาชนะคู่แข่งไม่ได้ จึงถูกไมเนอร์เชนจ์ในปี 2006 อีซูซุ มิวเซเว่น มีภายนอกเปลี่ยนไปชัดเจน ด้วยไฟหน้าทรงสี่เหลี่ยมข้าวหลามตัดใหม่ ฝังเลนส์โปรเจคเตอร์ เปลี่ยนทรงกระจังหน้าใหม่ กันชนทรงใหม่มีสเกิร์ตด้านหลัง ภายในเปลี่ยนหน้ากากแอร์เป็นทรงกลม มีหน้าปัดเรืองแสง เปลี่ยนสีเบาะเป็นสีเบจ เปลี่ยนเครื่องเสียงรองรับ mp3 ได้แล้ว มีพวงมาลัย 4 ก้านทรงใหม่ มีจุดสังเกตบนฝากระโปรงเพิ่มช่องดักลม เพราะย้ายอินเตอร์คูลเลอร์มาอยู่ด้านบน 

ขุมพลังรุ่นปี 2006 เพิ่มบล็อกดีเซล 3,000 ซีซี Ddi VGS Turbo แบบแปรผันได้เป็นครั้งแรก มีกำลังเพิ่มเป็น 160 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 333 นิวตัน-เมตร และยังคงเครื่อง 3,000 ซีซี Ddi มีกำลังสูงสุด 146 แรงม้า 3,600 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 294 นิวตัน-เมตร ใช้ระบบเกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด และเกียร์ธรรมดา 6 สปีด มีให้เลือกทั้ง แบบขับเคลื่อน 2 ล้อและ 4 ล้อเช่นเคย

MU-7 รุ่นหรู super platinum

MU-7 รุ่นหรู super platinum

ปรับอุปกรณ์ใหม่ทุกปี 2007-2013

ปี 2007 รุ่น gold series ออกมาฉลอง 50 ปีทองอีซูซุ โดยโลโก้อีซูซุเป็นสีทอง ที่กระจังหน้า-หลังรถ และที่พวงมาลัย รุ่นท็อปได้ของเล่นเพิ่มเติมคือ เบาะหนัง เครื่องเล่น dvd จาก kenwood พร้อมจอที่เพดาน และกล้องมองหลังให้ เปลี่ยนกุญแจรีโมทเป็นแบบใหม่ในทุกรุ่น ปลายปีเดียวกันก็มีสีพิเศษขาวมุกเพิ่มเข้ามา

ปี 2008 รุ่น platinum โดยเปลี่ยนไฟหน้าโดยเลนส์ไฟหรี่เป็นสีขาว เปลี่ยนล้อลายใหม่ สเกิร์ตหลังแบบใหม่ มีชุดแต่งโครเมียมใต้ไฟตัดหมอก ฝาครอบเครื่องเป็นสีเงินแทนสีทอง มีชุดโครเมียมตกแต่งภายในรถ

2009 Isuzu MU-7 รุ่นหรู platinum

2009 Isuzu MU-7 รุ่นหรู platinum

ปี 2009 รุ่นหรู super platinum ภายนอกมีสเกิร์ตด้านหน้า ล้อลายเดิมแต่ปัดเงาเป็นครั้งแรก ใส่เครื่องเสียงแบบมีหน้าจอ navigator ให้แล้ว กับระบบ ไอ-จินนี่ เป็นครั้งแรก 

ปี 2010 รุ่นพิเศษ groove แต่งสปอร์ต เพิ่มสติ๊กเกอร์ลายธงหมากรุกคาดบนฝากระโปรง เพิ่มสปอยเลอร์กันชนหน้า ตกแต่งสคูปฝากระโปรงด้วยขอบสีเงิน หน้าปัดเปลี่ยนเป็นอักษรสีแดง ให้เครื่องเสียงที่มี TV Tuner ดูฟรีทีวีได้ด้วย นอกจากนี้มีรุ่นหรู super titanium เพิ่มกล้องมองภาพด้านหน้ามาอีกด้วย

Isuzu MU-7 Groove

Isuzu MU-7 Groove

ปี 2011 รุ่นพิเศษ choiz กันชนหน้าทรงใหม่ ทำไฟหน้า-ท้ายรมดำ ล้อแม็กซ์สีดำ สเกิร์ตหลังทรงใหม่ ภายในสีดำล้วนทั้งเบาะและคอนโซล

ปี 2012 รุ่น choiz แบบปรับปรุงครั้งที่ 2 โดยไม่มีกล้องมองหน้าแล้ว ให้ล้อปัดเงาเป็นเหมือนรุ่นหรู และปรับปรุงรุ่นย่อย super titanium ให้สเกิร์ตหลังทรงใหม่ กับจอเพดานหมุนได้ 180 องศา

2013 Isuzu MU-7 โฉมสุดท้าย

2013 Isuzu MU-7 โฉมสุดท้าย

2013 รุ่นสั่งลาครั้งสุดท้าย เปลี่ยนชุดกันชนพร้อมสปอยเลอร์ด้านหน้าและหลังดีไซน์สปอร์ต เพิ่มกรอบโครเมี่ยมที่ชุดไฟหน้าและหลัง พร้อมเปลี่ยนไฟเบรกดวงที่ 3 เป็น LED ให้ล้อแบบปัดเงาลงในทุกรุ่นย่อยอย่างไม่มีกั๊ก

Isuzu MU-X 2014 เจเนอเรชั่นที่ 2

Isuzu MU-X 2014 เจเนอเรชั่นที่ 2

Isuzu MU-X 2014

เมื่อปลายปี 2014 ได้มีการเปิดตัวโฉมโมเดลเชนจ์เป็นเจเนอเรชั่นที่ 2 เปลี่ยนชื่อใหม่เป็น Isuzu MU-X ซึ่งอักษรเอกซ์หมายถึงความพิเศษ Extraodinary, Exotic ฯลฯ ซึ่งยังใช้ชิ้นส่วนครึ่งคันหน้ารถกระบะอยู่ แต่เปลี่ยนดีไซน์ใหม่หมดในตอนหลัง เปลี่ยนช่วงล่างหลังไปใช้คอยล์สปริงเป็นครั้งแรกของอีซูซุ โดยมีราคาเปิดตัวอยู่ระหว่าง 1,044,000-1,419,000 บาท

2014 Isuzu MU-X ด้านท้ายไม่เหลือเค้าเดิม

2014 Isuzu MU-X ด้านท้ายไม่เหลือเค้าเดิม

เครื่องยนต์ MU-X เพิ่มทางเลือกกับบล็อกดีเซล Ddi 2.5 VGS Turbo กำลัง 136 แรงม้า ที่ 3,600 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 320 นิวตัน-เมตร ที่ 1,800 – 2,800 รอบ/นาที และยังคงมีเครื่องเดิม Ddi 3.0 VGS Turbo ที่ปรับปรุงกำลังเพิ่มเป็น 177 แรงม้า ที่ 3,600 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 380 นิวตัน-เมตร ที่ 1,800 – 2,800 รอบ/นาที

Isuzu MU-X 2018 รุ่นพิเศษ The Onyx

Isuzu MU-X 2017 ไมเนอร์เชนจ์เพิ่มเครื่อง 1.9 Blue Power

Isuzu Mu-X โฉมไมเนอร์เชนจ์ เปลี่ยนกระจังหน้าดีไซน์ใหม่แบบ Sport 3D เปลี่ยนไฟหน้าดีไซน์ใหม่ แบบ Bi-LED มีกันชนหน้า-หลังดีไซน์ใหม่ เปลี่ยนลายไฟท้าย LED ดีไซน์ใหม่แบบ Sharp Horizon ล้ออัลลอยดีไซน์ใหม่ 18 นิ้วลาย Cross Star และ Roof Spoiler รูปทรงใหม่สีทูโทน

ที่สำคัญคือ การเปลี่ยนเครื่องยนต์อีกรอบ จากเดิมดีเซล 2.5 ลิตร มาใช้บล็อคใหม่ดีเซล Blue Power ความจุ 1.9 ลิตรรหัส RZ4E-TC กำลังสูงสุด 150 แรงม้า ที่ 3,600 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 350 นิวตันเมตร ที่ 1,800-2,600 รอบ/นาที ส่งกำลังสู่ล้อหลังด้วยทางเลือก เกียร์ธรรมดา หรือเกียร์อัตโนมัติ Revtronic 6 สปีด ส่วนเครื่องดีเซล 3.0 ลิตรเดิมมีให้เลือกทั้งขับเคลื่อน 2 และ 4 ล้อ

All-new 2021 Isuzu MU-X หน้าตาจะเป็นแบบนี้

All-new 2021 Isuzu MU-X หน้าตาจะเป็นแบบนี้

Isuzu MU-X 2021 โฉมใหม่หมดจะเปิดตัวแล้ว

2020 All-new Isuzu MU-X (2020 อีซูซุ มิว-เอ็กซ์) โฉมโมเดลเชนจ์เจเนอเรชั่นที่ 3 จะเปิดตัวอย่างเป็นทางการในประเทศไทยในวันพุธที่ 28 ตุลาคมนี้ การออกแบบคล้ายคลึงกับรถกระบะ D-max รุ่นใหม่แต่หลายชิ้นส่วนมีความแตกต่างกัน ตรงไฟหน้า กระจังหน้า ที่สำคัญคือ ส่วนท้ายรถต่างจาก MU-X รุ่นเก่าอย่างสิ้นเชิง สัดส่วนทรวดทรงโดยรวมเน้นสันนูนแบบมัดกล้าม ผสมกรอบกระจกเส้นสายแหลมคม มีแนวหลังคาสูงตรงจรดท้ายรถตั้งชัน น่าจะเน้นพื้นที่ในห้องโดยสารให้ความรู้สึกโปร่งโอ่โถงพอสมควร ส่วนตัวจริงจะเป็นเช่นไรนั้น เตรียมชมภาพอย่างเป็นทางการได้ในวันพุธนี้ ที่จะอัพเดตขึ้นหน้าเว็บ Autofun อย่างทันทีทันใจให้ชมแน่นอน

รีวิว

รถใหม่ล่าสุด