สวยแต่รูปจูบไม่หอม? ทำไม 2019 Mazda 3 ใหม่ทำยอดขายสู้คู่แข่งไม่ได้

May · Sep 17, 2020 06:10 AM

2019 Mazda 3 (2019 มาสด้า 3) เปิดตัวอย่างเป็นทางการในช่วงครึ่งหลังของปีที่แล้วด้วยรูปลักษณ์ที่หล่อเหลาการันตีด้วยรางวัลมากมาย แต่สวนทางกับยอดขายที่ทรงตัวจนถูกคู่แข่งทิ้งห่างออกไป

ยอดขายสะสมของ Mazda 3 ระหว่างเดือนมกราคมถึงกรกฎาคมของปีนี้อยู่ที่ 1,506 คัน รั้งอันดับ 3 ในกลุ่มรถคอมแพ็กต์-ซีเซกเมนท์ ตามหลังยักษ์ใหญ่ผู้นำตลาดอย่าง Honda Civic และ Toyota Corolla Altis ที่ทำยอดขายมากกว่า Mazda 3 ถึง 9 เท่าตัวและ 5 เท่าตัวตามลำดับ

ตัวเลขยอดขายของ Mazda 3 ถือว่าห่างไกลลิบลับกับเป้าหมายที่ตั้งไว้เมื่อครั้งเปิดตัวใหม่ ๆ ซึ่งกำหนดไว้ที่ 7,000 คันต่อปีหรือเฉลี่ย 600 คันต่อเดือน แบ่งเป็นรุ่นซีดาน 50% และรุ่นแฮทช์แบ็กที่ใช้ชื่อว่าฟาสต์แบ็กอีก 50%

แน่นอนว่าการแพร่ระบาดของไวรัส Covid-19 ทำให้เป้าหมายดังกล่าวกลายเป็นมิชชั่นอิมพอสซิเบิ้ลไปเสียแล้ว แต่เมื่อดูส่วนแบ่งตลาดของรุ่นก่อนหน้าซึ่งมีมากกว่า 10% ในช่วงเปิดตัว ขณะที่รุ่นปัจจุบันถ้านับเฉพาะในปีนี้ลดเหลือประมาณ 8% บ่งชี้ได้เป็นอย่างดีว่า 2019 Mazda 3 ใหม่ไม่ได้รับความนิยมเท่าที่ควร

ทำไม 2019 Mazda 3 ใหม่จึงถูกเมินเฉยจากลูกค้า

รูปลักษณ์ของ 2019 Mazda 3 ใหม่เรียกเสียงฮือฮาจากคอรถยนต์ทั่วโลกด้วยสไตล์ที่โดดเด่น เรียบหรู และยกระดับเซกเมนท์รถกระแสหลักให้ขึ้นไปใกล้เคียงกับกลุ่มพรีเมียม กระทั่งสามารถคว้ารางวัลชนะเลิศ สาขา World Car Design of the Year มาครองได้ในปี 2020 และยังเข้าชิง 1 ใน 3 รถยนต์ยอดเยี่ยมของโลกหรือ World Car of the Year 2020 อีกด้วย

ขณะที่ในประเทศไทย Mazda 3 ยังคว้ารางวัลรถยนต์ยอดเยี่ยมประจำปี 2562 จากสมาคมผู้สื่อข่าวรถยนต์และรถจักรยานยนต์ไทย โดยสามารถเอาชนะใจคณะกรรมการที่ประกอบด้วยผู้สื่อข่าวและนักทดสอบรถด้วยคุณสมบัติ “โดดเด่นทั้งสมรรถนะ การออกแบบ นวัตกรรมและเทคโนโลยี ภาพลักษณ์ที่โดดเด่น และมีความคุ้มค่าสูงสุดกับผู้บริโภค”

แต่รางวัลทั้งหมดทั้งปวงไม่ได้ช่วยอะไร Mazda 3 ที่มีความสดใหม่ในตลาดกลับไม่สามารถไล่จี้ Honda Civic ที่โลดแล่นบนท้องถนนเมืองไทยมานานหลายปีได้ ส่งผลให้มาร์เก็ตแชร์ของ Mazda 3 ไม่มีการเติบโต

หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้ Mazda 3 ถูกลูกค้าเมินเฉยหนีไม่พ้นตัวรถ จุดเด่นของรถรุ่นนี้อยู่ที่การออกแบบอันเรียบหรูและคุณภาพการประกอบในห้องโดยสารที่ดีกว่าคู่แข่งร่วมเซกเมนท์ แต่จุดด้อยคือพื้นที่ในห้องโดยสารที่คับแคบ โดยเฉพาะเบาะหลังที่ให้ความสบายน้อยไปหน่อยเมื่อเทียบกับ Civic และ Corolla Altis ซึ่งส่งผลต่อความรู้สึกคุ้มค่า

กลุ่มลูกค้าที่ซื้อรถยนต์ระดับซีเซกเมนท์ที่มีราคาแตะหลัก 1 ล้านบาทส่วนใหญ่จะเป็นรถยนต์คันที่ 2 ในชีวิต ลูกค้ากลุ่มนี้มีประสบการณ์ใช้รถยนต์มานานหลายปี จึงมองหาคุณสมบัติที่สมดุลลงตัวระหว่างสมรรถนะ ฟังก์ชั่นใช้งาน และความคุ้มค่า

ขณะที่คอรถยนต์ที่ให้ความสำคัญกับข้อมูลทางเทคนิคก็อาจมองว่าการยกเครื่องยนต์รุ่นเดิมจากโฉมก่อนหน้ามาวางในโฉมใหม่นี้ และการปรับช่วงล่างด้านหลังจากอิสระไปเป็นแบบทอร์ชั่นบีม ถึงแม้จะไม่ส่งผลต่อการขับขี่มากนักแต่ก็ทำให้รู้สึกเหมือนถูกลดสเปกโดยที่มีราคาจำหน่ายแพงขึ้น

ปัญหาด้านการใช้งาน – บริการหลังการขายมีส่วนสำคัญ

รถยนต์ทุกรุ่นมีปัญหาด้านการใช้งานแตกต่างกันออกไป แต่ขึ้นอยู่กับการแก้ไขปัญหานั้น ๆ ว่าทำได้อย่างมีประสิทธิภาพมากเพียงใด Mazda 3 รุ่นก่อนหน้ามักเกิดปัญหารถดับกะทันหันเนื่องจากปั๊มน้ำมันเชื้อเพลิงทำงานบกพร่อง จึงมักปรากฎภาพรถซีดานหรือแฮทช์แบ็กรุ่นนี้ถูกยกไปเข้าศูนย์บริการอยู่บ่อยครั้ง

ปัญหาปั๊มน้ำมันเชื้อเพลิงที่พบใน Mazda 3 หลายคันไม่ได้รับการแก้ไขอย่างเป็นทางการ บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด เลือกที่จะปล่อยให้ดีลเลอร์ทำการแก้ไขให้ลูกค้าแบบรายต่อรายแทน

นอกจากนี้ยังมีปัญหาจุกจิกกวนใจ อย่างกระจกมองข้างไฟฟ้าที่ทำงานไม่เต็มประสิทธิภาพ และแบตเตอรี่ที่เสื่อมสภาพเร็วเกินไป ซึ่งแน่นอนว่าย่อมส่งผลต่อความเชื่อมั่นและการตัดสินใจซื้อของลูกค้า

ลูกค้าบางส่วนหันไปหา Mazda CX-30 

ในขณะที่ยอดขาย Mazda 3 ลดต่ำลง รถอเนกประสงค์อย่าง Mazda CX-30 (มาสด้า ซีเอ็กซ์-30) กลับมาแรงโดยทำยอดขายสะสมมากกว่า 2,500 คันในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ รั้งอันดับที่ 2 เป็นรองเพียง Mazda 2 รถซับคอมแพ็กต์รุ่นยอดนิยมของลูกค้าทุกเพศทุกวัย

ตัวเลขยอดขายรถเอสยูวี Mazda CX-30 ในเดือนสิงหาคมที่ผ่านมาพุ่งสูงถึง 825 คันซึ่งมากที่สุดนับตั้งแต่เปิดตัวในช่วงต้นปีที่ผ่านมา ขณะที่ Mazda 3 ทำได้เพียง 315 คันจากการอัดโปรโมชั่นดอกเบี้ย 0% และฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง Mazda Premium Insurance 1 ปี

ถึงแม้ Mazda CX-30 จะพัฒนาบนพื้นฐานเดียวกับ Mazda 3 โดยมีราคาจำหน่ายใกล้เคียงกันในทั้ง 3 รุ่นย่อย แต่ด้วยเทรนด์ความนิยมในรถอเนกประสงค์ที่ขยายตัวอย่างไม่หยุดยั้ง ลูกค้าที่เดินเข้าไปในโชว์รูมส่วนใหญ่จึงพบว่า CX-30 ให้ความคุ้มค่าเหนือกว่าและรองรับการใช้งานได้อย่างหลากหลายมากกว่า

CX-30 ยังมีฟังก์ชั่นเพิ่มมูลค่าอย่างหลังคาซันรูฟ เปิด-ปิดด้วยระบบไฟฟ้า และฝาประตูท้าย เปิด-ปิดด้วยระบบไฟฟ้า เมื่อบวกกับรูปลักษณ์ที่โดดเด่นจึงเป็นส่วนผสมที่ลงตัวจนทำให้รถอเนกประสงค์รุ่นใหม่นี้กลายเป็นผลิตภัณฑ์ตัวชูโรงไปโดยปริยาย

บทสรุป

ตลอดทั้งปีนี้ Mazda อาจต้องดันยอดขาย Mazda 3 ด้วยการอัดแคมเปญโปรโมชั่นดึงดูดลูกค้าก่อนที่จะถึงเวลาปรับโฉมไมเนอร์เชนจ์ในปี 2021 ที่อาจเพิ่มอุปกรณ์อำนวยความสะดวกเพื่อยกระดับความรู้สึกคุ้มค่าให้แก่ลูกค้ามากกว่านี้

ขณะเดียวกัน การบริการหลังการขายก็จะต้องมีพัฒนาการอย่างต่อเนื่อง เพื่อขจัดความวิตกกังวลในใจผู้บริโภค แต่ดูแล้วน่าจะเป็นงานโหดหินของ Mazda ที่จะเข็นรถคอมแพ็กต์รุ่นนี้ให้มีส่วนแบ่งตลาดเพิ่มขึ้นตามเป้าหมายที่วางไว้

รีวิว

รถใหม่ล่าสุด