เมอร์เซเดส-เบนซ์ลั่นยังไม่แพ้ ส่ง 2021 Mercedes-Benz A-Class และ 2021 Mercedes-Benz GLA ชิงผู้นำรถหรูคืน

Pisan · Nov 12, 2020 12:00 AM

Mercedes-Benz (เมอร์เซเดส-เบนซ์) ลั่นยังไม่แพ้ในตลาดรถยนต์หรูปีนี้ หลังเร่งเครื่องส่งรถใหม่ 2 โมเดล 3 รุ่นย่อยลงตลาดรถยนต์หรูหราขนาดคอมแพคท์ พร้อมประกาศเดินหน้างานมหกรรมยานยนต์เต็มสูบ ลั่นตัดสินยอดขายกันในงานนี้ แต่ยังอุบเซอร์ไพร์สของงานไว้ก่อน ชี้ตลาดยากที่จะประเมิน ต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

โรลันด์ โฟลเกอร์ ประธานบริหาร บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) แสดงความเห็นถึงการแข่งขันในตลาดรถยนต์หรูหราปีนี้ ที่มีการคาดการณ์ว่าค่ายรถยนต์ตราดาว อาจจะสูญเสียตำแหน่งผู้นำในตลาดรถยนต์หรูหราเป็นครั้งแรกในรอบ 21 ปี ว่าการแข่งขันในตลาดนี้ยังไม่จบ และยังมีเวลาเหลืออีก 2 เดือนที่จะตัดสินการเป็นผู้นำในตลาด

อย่างไรก็ตาม แม้การเป็นผู้นำตลาดจะไม่ใช่เป้าหมายหลักในการแนะนำสินค้าใหม่ ๆ เข้าสู่ตลาดของเบนซ์ ที่เน้นการเปิดตัวสินค้าที่น่าสนใจเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค รวมถึงการวางราคาจำหน่ายสินค้าให้มีความเหมาะสมตั้งแต่แรก เพื่อเป็นการรักษาฐานลูกค้าที่แท้จริงของบริษัท แต่ก็ยังมั่นใจในเป้าหมายของบริษัทในปีนี้เช่นเดิม

"ตัวเลขที่ผ่านมาก็บอกอะไรได้ในระดับหนึ่งนะ แต่ก็ยังไม่จบเกม เปรียบเหมือนเราเล่นฟุตบอลล่ะ ถ้าอยู่ในช่วงพักครึ่งแล้วบอกว่าทีมที่นำอยู่ 1 หรือ 2 ประตูจะเป็นผู้ชนะผมว่าก็คงไม่ใช่ เราก็มีงานของเราต้องทำต่อไป ล่าสุดเราเปิดตัวรถยนต์ในกลุ่มคอมแพคท์ใหม่อีก 3 รุ่น ก็จะทำให้เราสามารถเปิดตลาดใหม่ ๆ ได้ และน่าจะทำให้เราคาดหวังด้านยอดขายได้อยู่"

โฟลเกอร์บอกว่า การเปิดตัวรถยนต์รุ่นเล็กอย่าง Mercedes-Benz A-Class (เมอร์เซเดส-เบนซ์ เอ-คลาส) 2 รุ่นย่อยและ Mercedes-Benz GLA (เมอร์เซเดส-เบนซ์ จีแอลเอ) อีก 1 รุ่น จะทำให้พวกเขาสามารถดึงดูดลูกค้าที่ยังไม่เคยเป็นเจ้าของยนตรกรรมตราดาว หรือต้องการรถยนต์ตราดาวรุ่นใหม่ที่น่าสนใจเพิ่มเติมได้เป็นอย่างดี

ความสำคัญของตลาดรถยนต์คอมแพคท์

ตลาดรถยนต์คอมแพคท์เป็นตลาดรถยนต์ที่มีความสำคัญมากของค่ายรถยนต์ระดับหรูหราในช่วงที่ผ่านมา เพราะเป็นเหมือนสะพานในการข้ามมาถึงแบรนด์รถยนต์หรูจากเจ้าของรถที่เคยใช้งานรถยนต์ระดับกลางทั่วไป อีกทั้งยังเป็นทางเลือกใหม่ให้กับลูกค้าที่มีความเป็นวัยรุ่น ในการเลือกใช้งานรถยนต์กลุ่มเหล่านี้เพิ่มเติมได้

เมอร์เซเดส-เบนซ์นั้น เคยมีสัดส่วนการขายรถยนต์ระดับนี้มากถึง 20% ในปี 2019 ที่ผ่านมา และในปีนี้ กว่าจะได้เปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ก็ล่ามาจนถึงช่วงปลายปี และรถยนต์กลุ่มนี้ยังได้เป็นจุดเริ่มต้นการทำตลาดรูปแบบใหม่ เช่น การจำหน่ายรถยนต์ Mercedes-Benz B-Class (เมอร์เซเดส-เบนซ์ บี-คลาส) จำนวน 80 คันในช่วงก่อนหน้านี้

"ถ้าถามว่าเราให้ความสำคัญกับรถยนต์กลุ่มนี้ไหม ยกตัวอย่างได้เช่น เทคโนโลยี MBUX นั้น แนะนำครั้งแรกในเอ-คลาส จะเห็นว่ามันกลับทางกันจากปกติเราจะแนะนำเทคโนโลยีใหม่บนรถระดับสูงก่อน เมอร์เซเดส-เบนซ์นั้นมองว่า รถกลุ่มนี้จะดึงดูดลูกค้ากลุ่มที่ยังวัยรุ่นเข้ามา และพวกเขาก็จะเติบโตไปกับการเติบโตของบริษัทในระยะยาวเช่นกัน"

Mercedes-Benz A-Class ค่าตัว 1.99 ล้านบาทและ 2.15 ล้านบาท

เมอร์เซเดส-เบนซ์ เอ-คลาส เปิดตัวรุ่นประกอบในประเทศไทยด้วย 2 รุ่นย่อย ได้แก่ เมอร์เซเดส-เบนซ์ เอ 200 เอเอ็มจี ไดนามิก ค่าตัว 2.15 ล้านบาท และ เมอร์เซเดส-เบนซ์ เอ200 โปรเกรสซีฟ ค่าตัว 1.99 ล้านบาท ซึ่งเป็นการทำราคาจำหน่ายที่ลดลงมาจากตอนเป็นเวอร์ชั่นนำเข้าแบบสำเร็จรูปทั้งคัน ที่ประกาศราคาขายที่ 2.49 ล้านบาท

ยนตรกรรมสำหรับผู้ขับขี่ที่ต้องการเติมความโฉบเฉี่ยวให้กับชีวิต มาพร้อมเครื่องยนต์ 1,332 ซีซี. เทอร์โบ ที่ให้กำลังสูงสุด 163 แรงม้า พร้อมแรงบิดสูงสุด 250 นิวตันเมตรที่ 1,620-4,000 รอบต่อนาที ให้อัตราเร่งที่ยอดเยี่ยมจาก 0-100 กิโลเมตรในเวลา 8.1 วินาที และมีอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันที่ยอดเยี่ยมเฉลี่ย 5.2 ลิตรต่อ100 กิโลเมตร

การออกแบบภายนอกเน้นความเรียบง่ายและให้ความสำคัญกับผิวสัมผัส ห้องโดยสารดูทันสมัยและกว้างขวางเพื่อประโยชน์ใช้สอยที่มากที่สุด มาพร้อมเทคโนโลยีและระบบความปลอดภัยที่ล้ำสมัยมากมาย โดยเฉพาะไฮไลต์อย่าง Mercedes me connect ที่ทำงานร่วมกับระบบ MBUX มอบความสะดวกสบายและความปลอดภัยสำหรับผู้ขับขี่

Mercedes-Benz GLA ค่าตัว 2.399 ล้านบาท

เมอร์เซเดส-เบนซ์ จีแอลเอ 200 เอเอ็มจี ไดนามิก รถยนต์เอสยูวีขนาดเล็กเจนเนอเรชั่นที่ 2 ของค่าย ที่มาพร้อมค่าตัว 2.399 ล้านบาทสำหรับเวอร์ชั่นประกอบในประเทศ มาพร้อมคาแรกเตอร์ที่โดดเด่นยิ่งขึ้น พื้นที่ห้องโดยสารที่กว้างขึ้น และระบบความปลอดภัยที่จัดมาให้แบบเต็มพิกัด บนพื้นฐานของรถที่สั้นลงกว่ารุ่นก่อนหน้าเล็กน้อย

เครื่องยนต์ขนาด 1,332 ซีซี. เทอร์โบ รุ่นเดียวกับเอ-คลาส สมรรถนะเท่ากันทั้งหมด โดยให้กำลังสูงสุด 163 แรงม้า พร้อมแรงบิดสูงสุด 250 นิวตันเมตรที่ 1,620-4,000 รอบต่อนาที มีอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันที่ยอดเยี่ยมเฉลี่ยเพียง 5.7-6.0 ลิตรต่อ100 กิโลเมตร มาพร้อมความสูงของตัวถังที่เพิ่มขึ้นกว่า 10 เซนติเมตร เพิ่มความสะดวกสบาย

ชุดตกแต่งภายในแบบ AMG Interior Package มาพร้อมเทคโนโลยีและระบบความปลอดภัยที่ล้ำสมัยมากมาย โดยเฉพาะไฮไลต์อย่าง Mercedes me connect ที่มีความสามารถในการเชื่อมต่อระหว่างลูกค้าและผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการ ทำงานร่วมกับระบบ MBUX มอบความสะดวกสบายและความปลอดภัยที่มากขึ้นในการใช้งาน

 

รีวิว

รถใหม่ล่าสุด