1st Impression กับ MG HS PHEV ปลั๊กอินไฮบริดเอสยูวี ที่น่าใช้งานขึ้นอย่างชัดเจน

Pisan · Oct 14, 2020 10:47 AM

MG HS PHEV (เอ็มจี เอชเอส พีเอชอีวี) รถยนต์เอสยูวีที่มาพร้อมระบบไฮบริดแบบเสียบปลั๊กรุ่นแรกของประเทศไทย มีกำหนดเปิดตัวอย่างเป็นทางการในวันที่ 27 ตุลาคม 2563 ที่จะถึงนี้ ซึ่งเป็นความท้าทายในการลงมาทำตลาดเอสยูวีระดับราคาจับต้องได้ที่จะมาพร้อมกับเทคโนโลยีไฮบริดที่เหนือชั้นไปอีกระดับขั้น

ระบบปลั๊กอินไฮบริดนั้นไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับลูกค้าชาวไทย แต่แน่นอนว่ามันก็ไม่ได้ถูกใช้งานอย่างแพร่หลายในรถยนต์ระดับราคาไม่แพงมาก ถ้าเป็นลูกค้ากลุ่มรถยนต์ระดับหรูหรานั้น แน่นอนว่ารถยนต์กึ่งไฟฟ้าแบบเสียบปลั๊กนั้นเป็นที่นิยมดีอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นค่ายตราดาวหรือค่ายใบพัดฟ้าขาวก็มีให้เลือก

แต่ในตลาดรถยนต์ที่ไม่ใช่รถยุโรปนั้น ระบบนี้ยังถือว่าแปลกใหม่มาก มีค่ายที่แสดงความจำนงค์ว่าจะเปิดตัวสินค้ากลุ่มนี้ก็คือค่ายเพชรสามแฉก ที่เตรียมผลิตและจำหน่าย Mitsubishi Outlander PHEV (มิตซูบิชิ เอาท์แลนเดอร์ พีเอชอีวี) ในประเทศไทยในอนาคตอันใกล้ แต่แถลงข่าวล่วงหน้ามานาน

ขณะที่ค่ายที่มาแบบจริงจังไม่พูดพล่ามทำเพลงก็คือ MG (เอ็มจี) ที่เคยสร้างความฮือฮาด้วยการเปิดตัวรถเอสยูวีไฟฟ้าอย่าง MG ZS EV (เอ็มจี แซดเอส อีวี) ในประเทศไทยมาเมื่อปีที่ผ่านมา สร้างยอดจำหน่ายไปได้ในระดับหนึ่ง แต่ถือเป็นการเปิดตลาดให้กับรถยนต์ไฟฟ้าราคาน่าคบหาสมาคมก็ว่าไม่ผิด

และครั้งนี้พวกเขาก็เตรียมเปิดตลาดให้กับรถเอสยูวีขนาดใหญ่ ที่มาพร้อมระบบกึ่งไฟฟ้าและปลั๊กเสียบไฟ แต่จะดีงามน่าใช้งานขนาดไหน เอ็มจี ประเทศไทย ได้จัดให้มีการทดสอบกันสั้น ๆ ที่ศูนย์ทดสอบรถยนต์ของพวกเขา ก่อนที่การเปิดตัวอย่างเป็นทางการจะมีขึ้นในอีก 2 สัปดาห์ข้างหน้า

รูปลักษณ์ภายนอกที่คุ้นตาดีอยู่แล้ว

เอชเอส พีเอชอีวี นั้น ถูกพัฒนาบนโครงสร้างพื้นฐานของเอชเอสรุ่นปัจจุบันที่เราคุ้นหน้าคุ้นตากันดีอยู่แล้ว แต่ได้รับการพัฒนาให้มีความแตกต่างในรูปแบบของรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด พร้อมทั้งแนะนำตัวด้วยสีฟ้านวล ซึ่งเป็นสีที่ทางค่ายใช้กับรถยนต์ที่ใช้พลังงานทดแทนรูปแบบอื่น ๆ อยู่แล้ว

สิ่งที่เห็นว่ามีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างชัดเจนก็คือจุดติดตั้งตำแหน่งปลั๊กเสียบชาร์ตไฟจะอยู่ที่ด้านขวาของรถ แตกต่างจากแซดเอส อีวี ทีติดตั้งอยู่ที่กระจังหน้า ซึ่งกระจังหน้าของรถคันนี้ยังเป็นแบบมีช่องระบายอากาศอยู่ เนื่องจากยังต้องการการระบายความร้อนให้กับเครื่องยนต์เหมือนเดิม

มิติตัวถังนั้นกว้าง 1,876 มิลลิเมตร ยาว 4,574 มิลลิเมตร สูง1,664 มิลลิเมตร มาพร้อมระยะฐานล้อที่ยาวถึง 2,720 มิลลิเมตร  ยังคงรักษาความกว้างขวางของตัวรถเอาไว้เหมือนเช่นเดิม และเมื่อเทียบกับคู่แข่งอย่างเป็นทางการ ลักษณะของรถก็ดูมีความน่าใช้งานมากกว่าในระดับหนึ่ง

การออกแบบภายนอกนั้นยกมาจากเอ็มจี เอชเอส รุ่นเครื่องยนต์เบนซินทั้งหมด เปลี่ยนไปก็แค่ลายของล้ออัลลอยซึ่งเป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงความแตกต่าง นอกจากนั้น ออพชั่นอื่น ๆ ก็มีมาให้เต็มพิกัด ไม่ว่าจะเป็นหลังคาพาโนรามิก ซันรูฟ หรืออุปกรณ์ที่ติดตั้งมาให้อย่างครบครัน

โดยรวมความแล้วต้องบอกว่าในเวอร์ชั่นเครื่องยนต์ปลั๊กอิน ไฮบริด ที่ได้รับการเปลี่ยนแปลงหลัก ๆ ที่หัวใจของการขับเคลื่อน ยังมาพร้อมความสวยงามของรูปลักษณ์ภายนอกเหมือนเดิม เพิ่มเติมที่ชาร์ตไฟและล้อแมกซ์ลายใหม่ เพราะฉะนั้นก็ถือว่าคุ้นหน้าคุ้นตากันดีอยู่แล้ว

เครื่องยนต์ปลั๊กอินไฮบริดรุ่นใหม่ ใช้งานดีขึ้น

ในตลาดต่างประเทศนั้น เอ็มจี เอชเอส พีเอชอีวี มาพร้อมเครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ เทอร์โบ ขนาด 1,490 ซีซี. ซึ่งเป็นเครื่องยนต์รุ่นเดียวกันกับที่ทำตลาดอยู่ในปัจจุบัน แต่เสริมแรงด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า 1 ตัว ให้กำลังสูงสุดเมื่อทำงานร่วมกัน 291 แรงม้า พร้อมด้วยแรงบิดสูงสุด 480 นิวตันเมตร

ในการทดสอบวันนี้ ยังไม่ได้มีการเปิดเผยรายละเอียดทั้งหมดของเครื่องยนต์และระบบอื่น ๆ ออกมา แต่ที่สัมผัสได้แน่ ๆ ก็คือ นอกเหนือจากเครื่องยนต์ที่มีการเปลี่ยนแปลงไปแล้ว เวอร์ชั่นไทยก็มีการเปลี่ยนระบบส่งกำลังไปด้วย และเราคาดว่าจะเป็นสเปคอังกฤษ ที่มาพร้อมเกียร์ไฟฟ้า 10 สปีด

ตามสเปกนั้น สามารถทำอัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงภายใน 6.9 วินาที ระบบไฮบริดสามารถขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าอย่างเดียวเป็นระยะทาง 75 กิโลเมตร ขณะที่ความเร็วสูงสุดของรถนั้น น่าจะถูกล็อกเอาไว้ที่ 180 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ทำให้อาจจะเสียเปรียบคู่แข่งที่ทำความเร็วได้สูงกว่านั้น

ระบบไฮบริดที่เรียกว่า Series/Pararel Hybrid ที่ทำให้เครื่องยนต์และมอเตอร์ทำงานได้พร้อมกัน อีกทั้งยังสามารถปั่นไฟกลับไปที่แบตเตอรี่ได้ด้วยอินเวิร์ตเตอร์ นอกจากนี้ ยังมาพร้อมแบตเตอรี่ขนาดใหญ่ ลดขนาดของเครื่องยนต์และถังน้ำมันลงไปได้ โดยที่คงสมรรถนะเอาไว้เหมือนเดิม

มอเตอร์ Hairpin Winding ความหนาแน่นของแกนทองแดงมีเยอะกว่า ความร้อนต่ำกว่า พลังงานสูงกว่า และมีขนาดเล็กกว่า แบตเตอรี่แบบ 6 โมดุล ขนาด 16.6 กิโลวัตต์ชั่วโมง มีตัวควบคุมการทำงานแยกต่างหาก และสามารถทำการบำรุงรักษาแยกโมดุลได้ ระบายความร้อนด้วยน้ำแยกมอเตอร์และแบตเตอรี่

เวลาชาร์จโฮมชาร์จเจอร์ 0-100 ใน 4 ชั่วโมง มีสายชาร์จฉุกเฉินเสียบไฟบ้าน ใช้เวลาประมาณ 5.5 ชั่วโมง ผ่านการทดสอบมาตรฐานจากสถาบันทั่วโลก รวมถึงมาตรฐานในการป้องกันน้ำและฝุ่น ทำให้มั่นใจในเรื่องมาตรฐานความปลอดภัยในการใช้งานรถยนต์คันนี้ได้เป็นอย่างดี

ระบบไฮบริดของเอ็มจีนั้นได้รับการพัฒนาขึ้นมาจากการใช้งานระบบไฮบริดรูปแบบอื่น ๆ โดยนอกเหนือจากความสามารถในการปั่นไฟให้กับระบบไฮบริด เพื่อรักษาสมรรถนะในการขับขี่ตลอดเวลา ทำให้เครื่องยนต์นั้นไม่เกิดอาการล้าเมื่อไฟฟ้าหมดไปจากระบบเหมือนระบบไฮบริดอื่น ๆ 

ระบบดังกล่าวยังสามารถขับเคลื่อนได้อย่างต่อเนื่อง แม้ตัวระบบไฮบริดจะเสีย โดยจะเปลี่ยนไปขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์เป็นหลักเพียงอย่างเดียว ทำให้ลูกค้าสามารถนำรถไปเข้าศูนย์ได้โดยปลอดภัยด้วยตัวเอง ไม่ต้องทิ้งรถในกรณีที่เกิดปัญหาเหมือนกับระบบไฮบริดในรถยนต์หลายรุ่นในปัจจุบัน

หากมองในแง่มุมของเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว เอชเอส พีเอชอีวี มาพร้อมกับเทคโนโลยีล้ำหน้าในโลกยานยนต์ยุคใหม่ อย่างไรก็ตาม คำถามที่น่าสนใจกว่าก็คือ ลูกค้าจะสามารถเรียนรู้ ทำความเข้าใจและยอมรับในความยอดเยี่ยมของมัน รวมถึงตัดสินใจควักกระเป๋าเป็นเจ้าของหรือไม่

การออกแบบภายในห้องโดยสารอัพเกรดมาดี

ห้องโดยสารของเอชเอสนั้นไม่มีปัญหาในเรื่องการออกแบบและอุปกรณ์การใช้งานอยู่แล้วตั้งแต่เป็นเวอร์ชั่นเครื่องยนต์เบนซินธรรมดา เมื่อทำการพัฒนามาเป็นรถเอสยูวีกึ่งไฟฟ้า พวกเขาก็เลือกใช้ความดีงามที่มีอยู่ แล้วเพิ่มเติมของเล่นใหม่ ๆ เข้าไป เพื่อให้ตัวรถมีความน่าใช้งานมากขึ้น

สิ่งที่เปลี่ยนไปสำหรับห้องโดยสารรุ่นนี้ ก็คือเบาะที่นั่งสีเทานม ที่เป็นอุปกรณ์มาตรฐานสำหรับรถยนต์สีขาว ขณะที่รถที่มาพร้อมสีตัวถังอื่น ๆ จะได้เบาะหนังสีดำทรงสปอร์ต เอาจริง ๆ ผมว่าเบาะสำหรับรถสีขาวนั้น น่าจะเลอะง่ายเหมือนกัน แต่ผู้บริหารเอ็มจีบอกว่ามีคนที่ชอบความโดดเด่นแน่นอน

มาตรวัดตรงด้านหลังพวงมาลัย มีการปรับเพิ่มกราฟฟิกใหม่แสดงการใช้พลังไฟฟ้าในรถยนต์ พร้อมทั้งติดตั้งมาตรแสดงระดับไฟฟ้าที่หน้าจอกลางของรถ มีการเปลี่ยนแปลงด้ามเกียร์ใหม่ ที่ออกแบบตำแหน่ง P ให้เป็นปุ่มกดแทนที่การโยกด้ามเกียร์แบบเดิม เรียกว่าเพิ่มความหรูหราลงตัว

ตัวรถนั้นมาพร้อมระบบความปลอดภัยที่หลากหลาย ไม่ได้แตกต่างจากรถยนต์เอ็มจี เอชเอสรุ่นมาตรฐาน มาพร้อมกับระบบขับเคลื่อนล้อหน้า ซึ่งรายละเอียดของออพชั่นทั้งหมด จะถูกเปิดเผยอย่างเป็นทางการในวันที่ 27 ตุลาคมที่จะถึงนี้ ใครที่สนใจก็สามารถติดตามรายงานหลังการเปิดตัวได้

เอ็มจีนั้น ทำการยกระดับห้องโดยสารที่ดูหรูหรา โอ่อ่า กว้างขวาง ของรถรุ่นเดิม ให้มีความน่าใช้งานมากขึ้น ด้วยการเลือกสีสันที่ดูลงตัว วัสดุที่นำมาใช้ให้สัมผัสที่ยอดเยี่ยม และการออกแบบที่ดูไม่เวิ่นเว้อเยอะแยะเกินไป ซึ่งทำให้เจ้าของรถยนต์น่าจะรู้สึกพึงใจในการนั่งหลังพวงมาลัยรถคันนี้

เครื่องเสียงในรถได้รับการอัพเกรดเป็น Bose ชุดใหญ่ที่มาพร้อมซัพวูฟเฟอร์ที่ด้านท้ายของรถ ให้เสียงที่มีมิติเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน ที่เท้าแขนของเบาะหลังมาพร้อมช่องใส่แก้วน้ำ และการตกแต่งที่ใช้สีเงินเมทัลลิกมาตกแต่งเพิ่มความสปอร์ตให้กับตัวรถมากขึ้นอย่างชัดเจน

ความประทับใจเมื่อขับขี่ครั้งแรก

ถ้าคุณเคยรู้สึกว่าเอ็มจี เอชเอส รุ่นเครื่องยนต์เบนซินนั้น อืดอาดอุ้ยอ้ายไปเล็กน้อย ด้วยขนาดของตัวถังขนาดใหญ่ แต่มีขนาดเครื่องยนต์ที่เล็กไป ไม่เหมาะสม เครื่องยนต์ปลั๊กอินไฮบริดคือคำตอบของการพัฒนาตัวเองไปอีกขั้น เพื่อให้ได้รถที่ขับสนุกขึ้น แต่ยังใช้งานง่ายดายเหมือนที่ผ่านมา

ลักษณะการขับขี่นั้นไม่ได้มีอะไรแตกต่างกันเลย ไม่ต้องปรับตัวอะไรมากมายเหมือนที่เราใช้รถยนต์ไฟฟ้า เพราะการขับเคลื่อนหลักยังเป็นเครื่องยนต์อยู่ เพียงแต่ระบบไฟฟ้าจะเข้ามาช่วยเหลือด้านการขับขี่เมื่อต้องการเท่านั้น ทำให้สามารถรีดพละกำลังออกมาใช้งานได้อย่างไหลลื่นและต่อเนื่อง

สิ่งที่เปลี่ยนไปอย่างชัดเจนก็คือการตอบสนองของรถนั้นดีขึ้นอย่างน่าอัศจรรย์ เรียกว่าลืมความรู้สึกของการขับขี่ เอ็มจี เอชเอส ที่ต้องเลือกใช้โหมดซูเปอร์ สปอร์ตตลอดเวลาไปได้ สำหรับเวอร์ชั่นปลั๊กอินไฮบริดนั้น โหมดการขับขี่แบบธรรมดาก็เหลือเฟือที่จะพารถคันใหญ่เคลื่อนที่ไปอย่างคล่องแคล่ว

นอกเหนือจากเครื่องยนต์แล้ว สิ่งที่ทำให้รถคันนี้ออกตัวได้ในระดับดุดันก็คือการทำงานของเกียร์อัตโนมัติที่เปลี่ยนไปอย่างมาก เกียร์นั้นส่งกำลังอย่างไหลลื่น ไม่มีอาการกระตุกออกมาให้เห็น ซึ่งถือเป็นการแก้ไขปัญหาที่ตอบโจทย์และตรงจุด จนอยากจะถามว่าจะเปลี่ยนเกียร์ใหม่หมดเลยดีไหม

ช่วงล่างนั้นได้อานิสงค์จากการติดตั้งระบบไฮบริดและแบตเตอรี่เข้ามา ทั้งด้านของน้ำหนักรถที่เพิ่มขึ้นและการออกแบบช่วงล่างเพื่อรองรับระบบแบตเตอรี่ทั้งหมด ส่งผลให้ช่วงล่างมีความนุ่มนวลเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยคาดว่าเซตติ้งหลัก ๆ ของรถคันนั้นคงไม่ได้มีอะไรที่เปลี่ยนแปลงไปนัก

การขับขี่ในโหมดที่เปลี่ยนไป ตั้งแต่ Normal, Sport ไปจนถึง Super Sport มีการทำงานของเครื่องยนต์และระบบไฮบริดที่แตกต่างกันชัดเจน โดยในโหมดธรรมดาและสปอร์ตเครื่องยนต์จะยังไม่ทำงานในตอนออกตัว แต่โหมดท็อปจะเป็นการทำงานของทั้งสองระบบตั้งแต่แรก

นอกจากการทำงานและการตอบสนองจะแตกต่างกันมากแล้ว อีกสิ่งที่ทีมเอ็มจีทำได้ดีก็คือการออกแบบลายกราฟฟิกที่แตกต่างกันไปในแต่ละโหมดการขับขี่ ซึ่งถือเป็นความละเอียดในการออกแบบของรถให้มีความแตกต่างจากเวอร์ชั่นปกติอยู่พอสมควร และน่าจะเป็นสิ่งที่ลูกค้าชื่นชอบ

สรุปหลังจากการได้ขับขี่คร่าว ๆ 2 รอบของ MG Driving Experience Center แม้จะเป็นระยะทางสั้น ๆ กับเวลาน้อยมาก ๆ ที่ได้อยู่กับรถ แต่ก็ต้องบอกว่าประทับใจกับสมรรถนะของรถที่ดีขึ้น อาการของรถที่นิ่งขึ้นอย่างเห็นได้ชัด แต่ก็เป็นการทดลองที่ช่วงความเร็วต่ำถึงกลางเท่านั้น

ที่เหลือที่ยังไม่ได้มีโอกาสทดสอบก็คือการใช้งานจริง รวมไปถึงเรื่องอัตราการประหยัดเชื้อเพลิงว่าเมื่อเป็นระบบไฮบริดแล้วจะดีขึ้นเพียงใด เอาเป็นว่าใครที่อยากได้รถในกลุ่มเอสยูวีใหญ่ตอนนี้ ขอให้ร้องเพลงรอกันไปก่อนว่าเมื่อถึงวันเปิดตัว พวกเขาจะคุมราคาจำหน่ายของรถรุ่นนี้ไว้ได้ดีขนาดไหน

ถ้าราคาออกมาดี ก็ถือเป็นรถที่น่าใช้งานคันหนึ่ง

มองข้ามความเป็นแบรนด์รถยนต์เก่าแก่จากอังกฤษที่อยู่ในมือของเจ้าของชาวจีนไปก่อน MG HS PHEV คือความพยายามในการพัฒนารถยนต์ให้มีความเหมาะสมในการใช้งานในโลกอนาคต ที่ลูกค้าทั่วโลกต่างก็ให้ความสนใจกับเรื่องพลังงาน สิ่งแวดล้อม และสมรรถนะของรถยนต์มากขึ้นเรื่อย ๆ

เอ็มจีเป็นค่ายรถที่พยายามเสนอความแปลกใหม่ให้กับอุตสาหกรรมยานยนต์ทั่วโลก แน่นอนว่าพวกเขาทำรถยนต์ไฟฟ้าที่จับต้องด้านราคาได้ออกมาก่อนหน้านี้ แต่ก็ไม่ได้มียอดจำหน่ายที่เปรี้ยงปร้าง เนื่องจากลูกค้าชาวไทยเองก็มีหลายคนเหมือนกันที่ยังเป็นห่วงเรื่องการชาร์ตไฟเพื่อใช้งานอยู่

พวกเขาจึงกลับมาอีกครั้งด้วยระบบปลั๊กอินไฮบริด ในรถเอสยูวีที่ถือว่าขายดีอีกรุ่น หลาย ๆ คนอาจจะบอกว่าเอชเอสเดิมนั้นขายได้ด้วยราคาจำหน่ายที่ถูกเมื่อเทียบกับคู่แข่ง เพราะฉะนั้นก็ไม่แปลกอะไร หากพวกเขาจะมีรถยนต์ที่สมรรถนะดีขึ้น เทคโนโลยีใหม่ขึ้น และขายในราคาที่เหนือกว่าคู่แข่งเหมือนเดิม

AutoFun Thailand เคยคาดการณ์กันเล่น ๆ ว่าเจ้ารถคันนี้น่าจะเปิดตัวด้วยราคาที่น่ารัก น่าคบหา เนื่องจากเป็นความชำนาญอีกอย่างของเอ็มจีที่มักจะวางราคาจำหน่ายรถของตัวเองได้น่าสนใจในรุ่นที่พวกเขาเน้นการทำตลาดเป็นหลัก ซึ่งการประกาศราคาจำหน่ายจะมีขึ้นอีกครั้งในวันเปิดตัว

หากราคาจำหน่ายออกมาตามที่เราคาดการณ์กันจริง ๆ ก็เชื่อวาเอ็มจี เอชเอส พีเอชอีวี จะเป็นรถที่ลูกค้าจะต้องนำมาพิจารณาประกอบการตัดสินใจหากต้องการซื้อรถเอสยูวีแบบใหม่ หรืออาจจะไปแย่งชิงตลาดรถยนต์นั่งขนาดกลางและใหญ่มาได้บ้างไม่มากก็น้อย ที่เหลือก็รอแค่การเคาะราคาเท่านั้น!!! 

 

 

 

รีวิว

รถใหม่ล่าสุด