Honda เพิ่ม Honda City Hatchback ค่าตัว 5.99-7.49 แสนบาท ครั้งแรกในโลก พร้อม e:HEV ในไทย ค่าตัว 8.39 แสนบาท

Pisan · Nov 24, 2020 01:00 PM

2021 Honda City Hatchback เปิดตัวด้วย 3 รุ่นย่อยลุยตลาด

Honda (ฮอนด้า) เดินหน้าแตกไลน์สินค้ารถยนต์นั่งขนาดเล็กภายใต้ The City Series หลังจากที่ประสบความสำเร็จในการเปิดตัว 2020 Honda City (ฮอนด้า ซิตี้) รถยนต์นั่ง 4 ประตูในโครงการอีโคคาร์ ที่มาพร้อมเครื่องยนต์ 1.0 เทอร์โบ ซึ่งยอดเยี่ยมทั้่งด้านการขับขี่และอุปกรณ์ที่ติดตั้งให้มา จนทำให้พวกเขาครองแชมป์ในเซกเมนต์นี้มาอย่างยาวนาน

พิทักษ์ พฤทธิสาริกร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารปฏิบัติการ บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่าฮอนด้า ซิตี้ เป็นหนึ่งในโมเดลสำคัญของฮอนด้าในไทยที่ได้รับความนิยมจากลูกค้า จนสามารถครองตำแหน่งผู้นำในตลาดซับคอมแพคท์ในประเทศได้อย่างต่อเนื่อง ด้วยยอดจำหน่ายและยอดจองรวมกว่า 3.5 หมื่นคัน ในหนึ่งปีหลังเปิดตัว

"ในครั้งนี้ ฮอนด้า ซิตี้ จะกลับมาสร้างปรากฏการณ์และยกระดับมาตรฐานใหม่ให้กับรถซิตี้คาร์อีกครั้ง ด้วยการแนะนำ ฮอนด้า ซิตี้ 2 รุ่นใหม่ คือ ฮอนด้า ซิตี้ แฮทช์แบ็ก และ ฮอนด้า ซิตี้ อี:เอชอีวี โดยทั้ง 2 รุ่นนี้ จะมาช่วยเติมเต็มไลน์อัปภายใต้ เดอะ ซิตี้ ซีรีส์ ให้สามารถตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่หลากหลายของลูกค้าได้ดียิ่งขึ้น”

2021 Honda City e:HEV รุ่นท็อปมาพร้อมรหัส RS

ฮอนด้านั้นเปิดตัวรถยนต์ฮอนด้า ซิตี้ เจนเนอเรชั่นที่ 5 ในประเทศไทย ด้วยเครื่องยนต์เทอร์โบที่ให้สมรรถนะในการขับขี่ที่ยอดเยี่ยมและการประหยัดน้ำมันที่ดีเยี่ยม และมาในวันนี้ พวกเขาพร้อมแล้วที่จะเปิดตัวรถยนต์ในซีรี่ส์ซิตี้อีก 2 รุ่น ได้แก่ Honda City Hatchback (ฮอนด้า ซิตี้ แฮชท์แบ็ก) ซึ่งเป็นการเปิดตัวครั้งแรกในโลกกับตัวถังรูปแบบใหม่ของรถรุ่นนี้

นอกจากนี้ พวกเขายังจะเปิดตัวเครื่องยนต์รุ่นใหม่สำหรับฮอนด้า ซิตี้ ซีดาน กับเครื่องยนต์ไฮบริดเต็มระบบใน Honda City e:HEV (ฮอนด้า ซิตี้ อี:เอชอีวี) ซึ่งเป็นครั้งแรกของรถยนต์ในเซกเมนต์นี้กับการใช้เครื่องยนต์ไฮบริดเต็มระบบ โดยประเทศไทยเป็นประเทศที่ 2 ของโลกที่เปิดตัวเครื่องยนต์ไฮบริดในเซกเมนต์รถยนต์นั่งขนาดเล็กต่อจากประเทศมาเลเซีย

เครื่องยนต์ไฮบริดรุ่นใหม่ ให้กำลังสูงสุด 126 แรงม้า

เครื่องยนต์ไฮบริดรุ่นยอดนิยมอย่าง Sport Hybrid i-MMD (สปอร์ต ไฮบริด ไอ-เอ็มเอ็มดี) ซึ่งติดตั้งในรุ่นพี่อย่าง Honda Accord (ฮอนด้า แอคคอร์ด) ถูกนำมาติดตั้งในรถยนต์ขนาดเล็กของค่าย เพื่อเป็นการพัฒนาไปสู่แนวทางการลดการปล่อยไอเสียของฮอนด้าในอนาคต พร้อมทั้งเป็นการเปิดตัว Honda e:Technology (ฮอนด้า อี:เทคโนโลยี) เป็นครั้งแรก

นอกเหนือไปจากการติดตั้งระบบขับเคลื่อนไฮบริดประสิทธิภาพสูงแล้ว ซิตี้ อี:เอชอีวี จะมาพร้อมระบบมาตรฐานด้านความปลอดภัยระดับสูงอย่าง Honda Sensing (ฮอนด้า เซนส์ซิ่ง) ซึ่งมีความทันสมัยที่สุดในเซกเมนต์ ซึ่งฮอนด้าพร้อมแล้วที่จะนำเสนอสินค้าใหม่ภายใต้เดอะ ซิตี้ ซีรี่ส์ ให้กับลูกค้าในประเทศไทยได้สัมผัสกันอย่างเป็นทางการวันนี้

ด้านท้ายของ ฮอนด้า ซิตี้ แฮชท์แบ็ก ดูสวยงามเตะตา

ด้านหน้า ฮอนด้า ซิตี้ แฮชท์แบ็ก ไม่แตกต่างจากรุ่นซีดาน

All-new 2021 Honda City Hatchback เพิ่มความเอนกประสงค์บนตัวถังมิติพอเหมาะ

ฮอนด้า ซิตี้ แฮชท์แบ็ก คือการผสมผสานความโฉบเฉี่ยวของตัวรถแบบซีดาน เข้ากับความเอนกประสงค์ของรถยนต์แฮชท์แบ็ค และมาพร้อมด้วยฟังชั่นส์การใช้งานที่เต็มรูปแบบ ด้วยแนวคิดการออกแบบที่เรียกว่า Energetic Hatchback มุ่งเน้นการสร้างพลังและความสนุก เพื่อชีวิตแอคทีฟ มีความเป็นเอกลักษณ์ เพื่อจับกลุ่มลูกค้าที่มีความต้องการแตกต่าง

แพคเกจดีไซน์ของรถคันนี้ มีจุดเด่นที่ความสปอร์ตที่ต่อยอดจากซีดาน พื้นที่ใช้สอยด้านหลังที่กว้างขวางขึ้นจากการออกแบบที่ลงตัว และคงเก็บเบาะที่นั่งแบบอัลตร้าซีท ซึ่งสามารถพับได้เรียบหลายรูปแบบมาให้ โดยให้พื้นที่วางขาที่กว้างกว่าเวอร์ชั่นซีดานแม้จะมีขนาดตัวถังที่เล็กกว่าก็ตาม สามารถตอบสนองไลฟ์สไตล์ที่หลากหลายของผู้ใช้งาน

ห้องโดยสารภายในถ่ายทอดมาจากรุ่นน้อง

มิติตัวถังของรถนั้น กว้าง 1,748 มิลลิเมตร ยาว 4,349 มิลลิเมตร สูง 1,488 มิลลิเมตร โดยมีระยะฐานล้อ 2,589 มิลลิเมตร มีระยะสูงสุดจากพื้นถนน 135 มิลลิเมตร โดยมีน้ำหนักอยู่ที่ 1,170 - 1,179 กิโลกรัม โดยหากเทียบกับเวอร์ชั่นซีดาน จะพบว่ารถคันนี้นั้นสั้นกว่า 204 มิลลิเมตร สูงกว่า 21 มิลลิเมตร โดยมีมิติตัวถังด้านอื่น ๆ ที่เหลือเท่ากันทั้งหมด

และหากเทียบกับรุ่นพี่อย่าง Honda Jazz (ฮอนด้า แจ๊ซ) โฉมปัจจุบัน ที่ฮอนด้ายังยืนยันว่าพวกเขายังทำตลาดอยู่นั้น ก็จะพบว่าฮอนด้า ซิตี้ แฮชท์แบ็กมีขนาดที่ใหญ่โตกว่าเอาเรื่อง โดยมีความยาวมากกว่าถึง 314 มิลลิเมตร มีความกว้างกว่า 53 มิลลิเมตร และมีระยะฐานล้อที่ยาวกว่า 59 มิลลิเมตร โดยมีความสูงน้อยกว่า 37 มิลลิเมตรและสูงจากพื้นเท่ากัน 

มิติตัวถัง 2021 Honda City Hatchback
ความกว้าง 1,748 มิลลิเมตร
ความยาว 4,349 มิลลิเมตร
ความสูง 1,488 มิลลิเมตร
ระยะยาวล้อ 2,589 มิลลิเมตร
ความสูงจากพื้น 135 มิลลิเมตร

ในรุ่นท็อปอย่าง RS (อาร์เอส) มาพร้อมชุดแต่งสไตล์สปอร์ตรอบคัน กระจังหน้าแบบดำมัน มาพร้อมกันชนหน้าและกันชนหลังสไตล์สปอร์ต ไฟหน้าแบบแอลอีดี พร้อมไฟส่องสว่างสำหรับการขับขี่ในเวลากลางวันและไฟตัดหมอก กระจกมองข้างสีดำพร้อมไฟเลี้ยวในตัว สปอยเลอร์หลังตกแต่งสีดำ ล้ออัลลอยดีไซน์สปอร์ตขนาด 16 นิ้ว 

ภายในห้องโดยสารสะท้อนความสปอร์ตยิ่งขึ้นด้วยเบาะหนังกลับดีไซน์ใหม่ตกแต่งด้วยแถบสีแดง หน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่ พร้อมมาตรวัดเรืองแสงสีแดง และมาพร้อมสีแดงอิกไนต์ เฉพาะรุ่นอาร์เอสเท่านั้น ซึ่งนอกจากรุ่นท็อปแล้ว ฮอนด้ายังมีทางเลือกให้กับลูกค้าฮอนด้า ซิตี้ แฮชท์แบ็ค รุ่นมาตรฐานกันอีก 2 รุ่นกันเลยทีเดียว

ล้ออัลลอยตกแต่งจาก Modulo สวยงามไปอีกแบบ

ติดตั้งชุดแต่ง Modulo ก็จะได้ความสปอร์ตไปอีกแบบ

ในรุ่น SV และ S+ มาพร้อมล้ออัลลอยขนาด 15 นิ้ว โดยรุ่นกลางมาพร้อมกับเบาะหนังสีดำ และรุ่นล่างเป็นเบาะผ้า วัสดุตกแต่งคอนโซลหน้าแบบเปียโนแบล็ก มีการใช้วัสดุที่มีพื้นสัมผัสนุ่ม ให้ความรู้สึกพรีเมียม พื้นที่ห้องโดยสารขนาดใหญ่กว้างสบาย ภายในหรูหราและสวยงามในโทนสีดำ และเบาะนั่งอัลตรา ซีท แยกพับ 60:40 ปรับได้ถึง 4 โหมด

ขุมพลังเทอร์โบ เครื่องยนต์ 1.0 ลิตร แบบ 3 สูบ 12 วาล์ว พร้อมเทอร์โบ ชาร์จเจอร์ ให้กำลังสูงสุด 122 แรงม้า ที่ 5,500 รอบต่อนาที พร้อมแรงบิดสูงสุด 173 นิวตัน-เมตรที่ 2,000 - 4,500 รอบต่อนาที ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติอัตราทดแปรผันต่อเนื่อง ให้อัตราเร่งและอัตราการประหยัดน้ำมันถึง 23.3 กิโลเมตรต่อลิตร พร้อมแพดเดิลชิฟท์และครูสคอนโทรลในรุ่นท็อป

เครื่องยนต์ Earthdream ถูกนำมาใช้ติดตั้งอีกครั้ง

ระบบความปลอดภัยมากมาย ไม่ว่าจะเป็นโครงสร้างตัวถังนิรภัย ถุงลม 6 ตำแหน่ง (เฉพาะรุ่น RS) กล้องส่องภาพด้านหลังปรับมุมมอง 3 ระดับ (เฉพาะรุ่น RS และ SV) ระบบป้องกันล้อล็อกและระบบกระจายแรงเบรก ระบบช่วยควบคุมการทรงตัวขณะเข้าโค้ง ระบบช่วยการออกตัวขณะอยู่บนทางลาดชัน และสัญญาณไฟฉุกเฉินอัตโนมัติขณะเบรกกะทันหัน 

ฮอนด้า ซิตี้ แฮทช์แบ็ก ใหม่ มีให้เลือกทั้งหมด 6 สี ได้แก่ สีแดงอิกไนต์ (เมทัลลิก) เฉพาะรุ่น RS สีใหม่ สีเทาเมทิเออรอยด์ (เมทัลลิก) พร้อมด้วย สีขาวแพลทินัม (มุก) เฉพาะรุ่น RS และ SV สีดำคริสตัล (มุก) สีเทาโซนิค (มุก) และสีขาวทาฟเฟต้า เฉพาะรุ่น S+ และชุดแต่งโมดูโลที่สามารถเลือกเปนชิ้น หรือแพคเกจได้ในราคา 1.69-2.15 หมื่นบาท

เบาะที่นั่ง ULTR เพิ่มพื้นที่ใช้สอยได้หลายรูปแบบ

เบาะที่นั่งรุ่น SV จะเป็นเบาะหนังตกแต่งด้วยเส้นสีขาว
ราคา 2021 Honda City Hatchback
Honda City Hatchback RS 7.49 แสนบาท
Honda City Hatchback SV 6.75 แสนบาท
Honda City Hatchback S+ 5.99 แสนบาท

หน้าตาไม่เปลี่ยนไป แต่หัวใจทรงพลังมากขึ้น

ด้านท้ายรถมาพร้อมโลโก้ e:HEV เพื่อแสดงความเป็นที่สุด

New 2021 Honda City e:HEV รุ่นท็อปออพชั่นเพียบที่สุดในคลาส

ฮอนด้า ซิตี้ อี:เอชอีวี ได้เปิดตัวอย่างเป็นทางการไปแล้วในตลาดโลกแห่งแรกที่ประเทศมาเลเซีย ภายใต้วิสัยทัศน์ของฮอนด้าที่ต้องการลดมลพิษด้วยการใช้เครื่องยนต์พลังงานไฟฟ้าให้ได้มากที่สุดภายในปี 2030 และนี่คือรถยนต์ฟูลไฮบริดรุ่นแรกของเซกเมนต์นี้ ที่มาพร้อมการปล่อยไอเสียเพียง 85 กรัมต่อกิโลเมตร และประหยัดเชื้อเพลิง 27.8 กิโลเมตรต่อลิตร

การประหยัดเชื้อเพลิงและการเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมที่ยอดเยี่ยม เป็นผลมาจากการจับคู่การทำงานของเครื่องยนต์ 1.5 ลิตร แอทคินสัน ไซเคิล ที่ทำงานกับมอเตอร์ไฟฟ้า 2 ตัว ประกอบไปด้วย มอเตอร์ไฟฟ้าสำหรับการปั่นพลังงานไฟฟ้าไปเก็บที่แบตเตอรี่ลิเธียมไอออน (Generator Motor) และมอเตอร์ไฟฟ้าสำหรับการขับเคลื่อนล้อ (Tractor Motor หรือ Drive Motor) 

การส่งกำลังเป็นหน้าที่ของเกียร์อัตโนมัติซีวีทีที่พัฒนาสำหรับรถไฟฟ้า และมีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการว่า อี-ซีวีที เครื่องยนต์นั้นให้กำลังสูงสุด 98 แรงม้า ที่ 5,600-6,400 รอบต่อนาที พร้อมแรงบิดสูงสุด 127 นิวตันเมตรที่ 4,500-5,000 รอบต่อนาที มอเตอร์ไฟฟ้าให้กำลังสูงสุด 109 แรงม้า ที่ 3,500-8,000 รอบต่อนาที พร้อมด้วยแรงบิดสูงสุด 253 นิวตันเมตรที่ 0-3,000 รอบต่อนาที

เครื่องยนต์ไฮบริดที่ทรงพลังที่สุดในเซกเมนต์

รายละเอียดทางเทคนิค Honda City e:HEV
เครื่องยนต์ สปอร์ต ไฮบริด ไอ-เอ็มเอ็มดี
ความจุ แอทคินสัน ไซเคิล 1.5 ลิตร
กำลังสูงสุด 98 แรงม้า
แรงบิดสูงสุด 127 นิวตันเมตร
กำลังมอเตอร์ไฟฟ้า 109 แรงม้า
แรงบิดมอเตอร์ไฟฟ้า 253 นิวตันเมตร
กำลังสูงสุดรวม 126 แรงม้า
ปล่อยไอเสีย 85 กรัมต่อกิโลเมตร
อัตราสิ้นเปลือง  27.8 กิโลเมตรต่อลิตร

เมื่อรวมกำลังของเครื่องยนต์และมอเตอร์ไฟฟ้าเข้าด้วยกัน ฮอนด้า ซิตี้ อี:เอชอีวี ให้กำลังสูงสุด 126 แรงม้า โดยไม่มีการระบุตัวเลขแรงบิดสูงสุด การขับขี่ส่วนใหญ่จะใช้มอเตอร์ขับเคลื่อนเป็นหลัก ยกเว้นแต่ในกรณีที่มีการเร่งความเร็วหรือการขับขี่ที่ความเร็วสูง จะตัดการทำงานผ่านคลัตช์ให้ส่งกำลังจากเครื่องยนต์ไปที่ล้อ ช่วยให้เครื่องยนต์เดินเงียบและประหยัดเชื้อเพลิง

นอกจากนี้ ฮอนด้ายังได้พัฒนาให้มีความสามารถด้านความปลอดภัยสูงสุด ด้วยการติดตั้งฮอนด้า เซนส์ซิ่ง ที่มาพร้อมกล้องด้านหน้าสามารถจับภาพมุมกว้างระยะไกลได้ และมาพร้อมระบบช่วยเหลือด้านการขับขี่ครบครัน ไม่ว่าจะเป็นระบบเตือนการชนพร้อมระบบช่วยเบรก ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน ระบบเตือนและช่วยควบคุมเมื่อรถออกนอกช่องทางเดินรถ

อุปกรณ์ที่เพิ่มมาทำให้รถน่าใช้งานขึ้นไปอีก

รวมไปถึงระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในช่องทางเดินรถ และระบบปรับไฟสูงอัตโนมัติ ปลอดภัยยิ่งขึ้นด้วยระบบแสดงภาพมุมอับสายตาขณะเปลี่ยนเลน (Honda LaneWatch) ระบบเบรกมือไฟฟ้า พร้อมระบบ Brake Hold อัตโนมัติ ระบบล็อกรถอัตโนมัติเมื่อกุญแจรีโมทอยู่ห่างจากตัวรถ ถุงลม 6 ตำแหน่ง และกล้องส่องภาพด้านหลังปรับมุมมอง 3 ระดับ 

ระบบความปลอดภัยยังประกอบไปด้วย ระบบป้องกันล้อล็อก และระบบกระจายแรงเบรก ระบบช่วยควบคุมการทรงตัวขณะเข้าโค้ง ระบบช่วยการออกตัวขณะอยู่บนทางลาดชัน สัญญาณไฟฉุกเฉินอัตโนมัติขณะเบรกกะทันหัน และเพิ่มความสะดวกสบายด้วยฮอนด้า คอนเนค ที่ช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถสื่อสารกับรถได้ผ่านแอพพลิเคชั่นบนโทรศัพท์มือถือ 

การออกแบบภายนอกโฉมเฉี่ยวสไตล์สปอร์ต ด้วยไฟหน้าพร้อมไฟส่องสว่างสำหรับการขับขี่ในเวลากลางวันไฟตัดหมอกคู่หน้าและไฟท้ายแบบแอลอีดี ระบบเปิด-ปิดไฟหน้าอัตโนมัติ กระจังหน้าแบบดำเงาพร้อมโลโก้ฮอนด้าสีฟ้า กระจกมองข้างสีดำแบบสปอร์ต ปรับและพับไฟฟ้าพร้อมไฟเลี้ยวในตัว สปอยเลอร์หลังแบบดำมันพร้อมพร้อมสัญลักษณ์ RS และ e:HEV

ติดตั้งเสาอากาศแบบครีบฉลาม มาพร้อมล้ออัลลอยขนาด 16 นิ้ว ดีไซน์สปอร์ต แป้นเหยียบคันเร่งและเบรกแบบสปอร์ต ภายในห้องโดยสารมาพร้อมเบาะที่นั่งหนังกลับดีไซน์สปอร์ต ตกแต่งด้วยด้ายสีแดง ภายในห้องโดยสารโทนสีดำ มือจับเปิดประตูด้านในตกแต่งโครเมียม โดดเด่นด้วยมาตรวัดพร้อมหน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่ทีเอฟทีขนาด 7 นิ้ว 

ช่องระบายความร้อนจากแบตเตอรี่ที่ติดตั้งด้านท้ายรถ

Honda Sensing และ Honda LaneWatch มาพร้อมกันเต็มพิกัด

พวงมาลัยแบบมัลติฟังก์ชัน พร้อมปุ่มควบคุมระบบเครื่องเสียงและปุ่มรับ-วางสายโทรศัพท์ ระบบช่วยชะลอความเร็วรถที่พวงมาลัย ระบบปรับอากาศอัตโนมัติ พร้อมช่องปรับอากาศตอนหลัง พร้อมช่องจ่ายไฟสำรอง 2 ตำแหน่ง เครื่องเสียงหน้าจอสัมผัสขนาด 8 นิ้ว รองรับ Apple CarPlay พร้อม Google Maps และระบบสั่งการด้วยเสียง SIRI ครบครัน

ฮอนด้า ซืตี้  อี:เอชอีวี ใหม่ มีให้เลือกทั้งหมด 6 สี ได้แก่ สีใหม่ สีน้ำเงินออบซิเดียน (มุก) สีแดงอิกไนต์ (เมทัลลิก) สีขาวแพลทินัม (มุก) สีดำคริสตัล (มุก) สีเงินลูนาร์ (เมทัลลิก) และสีเทาโมเดิร์นสตีล (เมทัลลิก) วางจำหน่ายในรุ่นอาร์เอสเพียงรุ่นเดียวที่ราคา 8.39 แสนบาท และมีชุดแต่งโมดูโลให้เลือกแต่งเป็นชิ้นหรือแพคเกจราคา 1.79 หมื่นบาท 

ขยายระยะประกันรับไฮบริด พร้อมอัดแคมเปญช่วงเปิดตัว

ฮอนด้านั้นรู้ดีอยู่แล้วว่าความเชื่อมั่นของผู้บริโภคกับรถยนต์ประเภทไฮบริดยังคงมีข้อสงสัยอยู่ พวกเขาจึงได้พยายามสร้างความมั่นใจให้แก่ลูกค้า ฮอนด้า ซิตี้ อี:เอชอีวี ด้วยการให้การรับประกันอายุการใช้งานแบตเตอรี่ถึง 10 ปี และรับประกันระบบไฮบริดทั้งระบบ 5 ปี ไม่จำกัดระยะทาง ซึ่งถือว่าเทียบเท่ากับที่ให้ในรถยนต์รุ่นใหญ่ของพวกเขาเลยทีเดียว 

ยังมาพร้อม โปรแกรมการให้บริการพิเศษด้านคุณภาพรถยนต์ ฮอนด้า อัลติเมท แคร์ ขยายการรับประกันคุณภาพรถยนต์ใหม่โดยเพิ่มระยะเวลาอีก 2 ปี หรือระยะทาง 4 หมื่นกิโลเมตร สูงสุด 5 ปี หรือ 1.4 แสนกิโลเมตร อีกทั้งฟรีค่าแรงในการเช็คระยะเป็นเวลา 5 ปี หรือ 1 แสนกิโลเมตร ตามระยะอย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน เพื่อให้ลูกค้ามั่นใจอย่างเต็มที่

นอกจากนี้ ยังจัดแคมเปญพิเศษสำหรับลูกค้าที่จอง ฮอนด้า ซิตี้ แฮทช์แบ็ก ใหม่ และรับรถภายในวันที่ 31 มกราคม 2564 จะได้รับหูฟัง Skullcandy True Wireless Earbuds มูลค่า 3,590 บาท และ Honda Jacket มูลค่า 500 บาท สำหรับลูกค้าที่จอง ฮอนด้า ซิตี้ อี:เอชอีวี และรับรถภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2563 จะได้รับ Fitbit Smart Tracker มูลค่า 6,490 บาท และ Honda Jacket มูลค่า 500 บาท

 

รีวิว

รถใหม่ล่าสุด