Review 2021 Honda City e:HEV อีโคคาร์ตัวท็อป 8.39 แสนบาท หวังคว่ำ Mazda 2 ดีเซล

Pisan · Jan 08, 2021 05:18 PM

รูปลักษณ์อาจเปลี่ยนไม่มาก แต่หัวใจแข็งแกร่งขึ้นเยอะ

2021 Honda City e:HEV (ฮอนด้า ซิตี้ อี:เอชอีวี) คือรถยนต์อีโคคาร์ไฮบริดรุ่นแรกของประเทศไทย ที่มาท้าทายตลาดระดับบนสุดทั้งในเรื่องสมรรถนะและราคาจำหน่ายแข่งกัน Mazda 2 (มาสด้า 2) เครื่องยนต์ดีเซล และเป็นรถอีโคคาร์คันแรกที่ระดับราคาสูงถึง 8.39 แสนบาทในประเทศไทย

Honda City (ฮอนด้า ซิตี้) นั้นเป็นผู้นำในตลาดรถยนต์อีโคคาร์ในเชิงของยอดขายอยู่แล้ว แต่พวกเขาก็มักจะโดนตั้งคำถามว่าเครื่องยนต์ 1.0 เทอร์โบที่ติดตั้งมานั้น อาจจะเทียบกับคู่แข่งในเชิงสมรรถนะไม่ได้ อีกทั้งเรื่องของอุปกรณ์ความปลอดภัยบางจุดก็ยังเป็นรองอยู่มากพอสมควร

เมื่อทุกอย่างบ่มเพาะมาอย่างลงตัว Honda (ฮอนด้า) ก็ทำการเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ในกลุ่มเดอะ ซิตี้ ซีรี่ส์ รวดเดียว 2 รุ่น หนึ่งคือซิตี้ ไฮบริด ที่เรากำลังพูดถึง อีกรุ่นเป็นว่าที่เจ้าตลาดรถอีโคคาร์ แฮชท์แบ็คอย่าง 2021 Honda City Hatchback (ฮอนด้า ซิตี้ แฮชท์แบ็ค) ที่จะกล่าวถึงในโอกาสถัดไป

ด้านท้ายเด่นที่สุดที่โลโก้ e:HEV

ประเทศไทยนั้นเป็นประเทศที่ 2 ในโลกที่ได้สัมผัสกับฮอนด้า ซิตี้ ไฮบริด รถยนต์นั่งในกลุ่มอีโคคาร์ที่เรียกว่าพร้อมรบที่สุด ทั้งในเชิงของสมรรถนะที่ได้เครื่องยนต์ 126 แรงม้า 253 นิวตันเมตร และระบบความปลอดภัยที่พร้อมดูแลผู้ขับขี่และผู้โดยสารแบบครบครันแบบไม่ขาดตกบกพร่อง

แม้ราคาจำหน่ายจะเป็นอีโคคาร์คันแรกที่ราคาพุ่งทะยานผ่านเลข 8 ไปเป็นที่เรียบร้อย แต่หลังจากที่ AutoFun Thailand นำมาทดลองขับอยู่ 2-3 วัน ก็พบว่ามีหลายเรื่องที่น่าประทับใจ โดยเฉพาะการตอบสนองแบบไม่กระโชกโฮกฮาก และอัตราการสิ้นเปลืองน้ำมันระดับมากกว่า 20 กิโลเมตรต่อลิตร

เป็นอีกรุ่นที่ต้องบอกว่าถ้าจ่ายไหวก็อยากให้ขยับขึ้นไปเหมือนกัน!!!

ราคาจำหน่าย Honda City e:HEV
Honda City e:HEV 8.39 แสนบาท

Highlight ใน 2021 Honda City e:HEV

  • เครื่องยนต์ไฮบริดครั้งแรกในรถยนต์อีโคคาร์
  • ระบบไฮบริดให้กำลัง 126 แรงม้า 253 นิวตันเมตร
  • มาพร้อมระบบความปลอดภัย Honda Sensing
  • สื่อสารกับรถยนต์ผ่านระบบ Honda Connect
  • เลือกชุดแต่ง Modulo เพิ่มได้ในราคา 1.79 หมื่นบาท

ภายนอกแทบไม่แตกต่างจาก Honda City RS เดิม

อย่างที่เรารู้กันก็คือรถคันนี้นั้นทำการพัฒนาบนพื้นฐานเดิมของรถยนต์รุ่นยอดนิยมตัวท็อปอย่างฮอนด้า ซิตี้ อาร์เอส ดังนั้น ถ้าพูดถึงแค่ภาพลักษณ์ภายนอกนั้น หากไม่ชี้จุดแตกต่างกัน หลาย ๆ คนอาจจะเข้าใจว่ามันคือรถรุ่นเดียวกันเลย ทั้งที่จริง ๆ ก็มีจุดที่แตกต่างกันบ้างพอสมควร

เอาจุดที่แตกต่างกันก่อน เรื่องแรกก็คือโลโก้ฮอนด้าที่ติดอยู่ด้านหน้าและด้านท้ายรถนั้นจะเป็นโลโก้แบบใหม่ที่ใช้สำหรับกลุ่มรถยนต์ไฮบริดเท่านั้น คือจะเป็นโลโก้ที่มีสีฟ้าตัดขอบทั้งตัว ดูพรีเมียมขึ้นมาอีกนิดหน่อย นอกจากนั้นก็มีโลโก้ e:HEV RS ติดอยู่ที่ฝากระโปรงหลังเพิ่มมา

ที่กระจกมองข้างฝั่งซ้ายติดตั้งกล้องสำหรับระบบความปลอดภัยที่เพิ่มขึ้น งานออกแบบโดยภาพรวมนั้นใช้พื้นฐานอันสปอร์ตโฉบเฉี่ยวของซิตี้ ไม่ได้ปรับอะไรให้มากความ ระบบไฟแบบแอลอีดีติดตั้งมาเป็นอุปกรณ์มาตรฐานตั้งแต่ไฟหน้า ไฟท้าย เดย์ไทม์รันนิ่งไลท์ ไปจนถึงไฟตัดหมอกคู่หน้า

โลโก้ Honda ตัดขอบด้วยสีฟ้า แสดงว่าเป็นรถยนต์ไฮบริด

ติดตั้งระบบเปิด-ปิดไฟหน้าแบบอัตโนมัติมาให้ ชุดแต่งรอบคันนั้นเป็นสีมันทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นกระจังหน้า กระจังมองข้างที่สามารถพับ-ปรับด้วยไฟฟ้า ที่มาพร้อมไฟเลี้ยวในตัว สปอยเลอร์หลังที่ติดตั้งบนขอบฝากระโปรง ไปยันเสาอากาศแบบครีบฉลาม ล้วนเป็นสีดำมันทั้งหมด

กาบกันกระแทกด้านหลังเป็นลายเคฟลาร์ ล้ออัลลอยขนาด 16 นิ้ว ลายแบบเดียวกับรุ่นมาตรฐานเป็นอะไรที่ผมคิดว่าควรจะหาลายใหม่ที่สปอร์ตกว่านี้มาใส่ แต่ก็ยังมาพร้อมยาง Yokohama BluEarth-A ที่ให้อาการนุ่มยวบเล็กน้อย ใครชอบฟีลสปอร์ตแข็ง ๆ ก็อาจจะต้องเลือกเปลี่ยนในอนาคต

มิติตัวถัง Honda City e:HEV
กว้าง 1,748 มิลลิเมตร
ยาว 4,553 มิลลิเมตร
สูง 1,467 มิลลิเมตร
ระยะฐานล้อ 2,589 มิลลิเมตร
ความสูงใต้ท้องรถ 135 มิลลิเมตร
น้ำหนัก 1,227 กิโลกรัม

ห้องโดยสารหน้าตาคล้ายเดิม เพิ่มเติมอุปกรณ์

ภายในปรับเยอะ เพิ่มลูกเล่นและฟังชั่นส์ใหม่

ถ้ามองแบบผ่าน ๆ ก็ต้องถือว่าห้องโดยสารภายในนั้นแทบจะไม่มีการปรับเปลี่ยนอะไรไปจากซิตี้รุ่นเดิมเลย เบาะนั่งแบบเดียวกัน การเดินด้ายแดงรอบคันรถคล้าย ๆ กัน เบาะนั่งยังไม่มีระบบปรับไฟฟ้ามาให้เหมือนกัน ทุกอย่างเหมือนฮอนด้าไปยกห้องโดยสารรุ่นเทอร์โบมาเลยก็ว่าได้

แต่เอาจริง ๆ แล้ว หากไปไล่ดูในรายละเอียดของการออกแบบ ก็จะพบจุดที่แตกต่างอยู่หลายแห่งและมีของเล่นงอกออกมาหลายชิ้นเหมือนกัน ที่ชอบโดยส่วนตัวก็คือการตัดเบรกมือตรงกลางรถออกไป แล้วแทนที่ด้วยเบรกมือไฟฟ้า ที่มาพร้อมระบบ Break Hold ที่ช่วยให้การขับรถสะดวกขึ้น

หน้าจอแสดงผลด้านหน้าคนขับที่ตำแหน่งหลังพวงมาลัยเปลี่ยนมาใช้ระบบดิจิตอลทั้งหมด ที่แสดงผลข้อมูลได้อย่างหลากหลาย ทั้งเรื่องของอัตราสิ้นเปลือง ระยะทางขับขี่ การไหลเวียนพลังงานและอื่น ๆ อีกมากมาย แต่ก็ตัดไฟสีแดงแนว ๆ สปอร์ตและระบบไอเดิลสต็อปออกไปจากอาร์เอสรุ่นเดิม

มาตรวัดดิจิตอลซึ่งแสดงผลข้อมูลได้หลากหลาย

ที่ตำแหน่งด้านหลังของตัวรถนั้นมีการเปลี่ยนแปลงเยอะเหมือนกัน อย่างแรกที่เห็นได้ชัดก็คือมีการติดตั้งช่องระบายความร้อนสำหรับแบตเตอรี่ที่ตำแหน่งปีกของเบาะตอนหลังฝั่งขวา นอกจากนี้ ก็มีการเพิ่มช่องปรับอากาศสำหรับตอนหลัง ทำให้เสียพื้นที่วางแก้วน้ำไปหนึ่งตำแหน่งจากรุ่นเทอร์โบ

นอกจากนี้ก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนไปมา ยังมาพร้อมแป้นเหยียบคันเร่งและเบรกแบบสปอร์ต เบาะที่นั่งหนังกลับดีไซน์สปอร์ต ตกแต่งด้วยด้ายสีแดง ภายในห้องโดยสารโทนสีดำ มือจับเปิดประตูด้านในตกแต่งโครเมียม พร้อมพวงมาลัยแบบมัลติฟังก์ชัน ติดตั้งแพดเดิลชิฟท์มาให้เรียบร้อย

ช่องแอร์สำหรับผู้โดยสารตอนหลังมีมาให้แล้ว

พวงมาลัยมาพร้อมปุ่มควบคุมระบบเครื่องเสียงและปุ่มรับ-วางสายโทรศัพท์ ระบบช่วยชะลอความเร็วรถที่พวงมาลัย ติดตั้งระบบปรับอากาศอัตโนมัติ ช่องจ่ายไฟสำรอง 2 ตำแหน่งด้านหลัง เครื่องเสียงหน้าจอสัมผัสขนาด 8 นิ้ว รองรับ Apple CarPlay พร้อม Google Maps ใช้งานได้สะดวก

ตำแหน่งการนั่งนั้นยังสูงเหมือนเดิม คือที่เบาะคนขับจะรู้สึกลอย ๆ นิด ๆ แม้จะปรับเบาะต่ำสุดก็ตาม เวลาเข้ารถก็เลยติดนิสัยต้องก้มหัวผ่านประตูบานกว้างเข้าไป ห้องโดยสารด้านหลังนั้นโอ่อ่า สะดวกสบาย เหลือเยอะแยะทั้งพื้นที่วางขาและพื้นที่วางศีรษะ ที่กว้างไม่แพ้รถระดับซี-เซกเมนต์เลย

เครื่องยนต์ไฮบริด 126 แรงม้า 253 นิวตันเมตร

เครื่องยนต์แนวเนี๊ยบ ถูกใจขาซิ่งไฮโซ

การเลือกใช้เครื่องยนต์ไฮบริดเป็นครั้งแรกในรถยนต์นั่งขนาดเล็กนั้น เป็นการขยายการทำตลาดเครื่องยนต์กึ่งไฟฟ้าตามนโยบายของฮอนด้าทั่วโลก ที่่เริ่มมาแล้วในประเทศไทยกัน Honda Accord Hybrid (ฮอนด้า แอคคอร์ด ไฮบริด) ที่ทำตลาดด้วยเครื่อยนต์ i-MMD รุ่นใหญ่กว่านี้

แต่เมื่อมาทำตลาดในรถยนต์ขนาดเล็กก็เป็นช่วงเวลาเดียวกันกับที่พวกเขาทำการปรับแผนการตลาดของเครื่องยนต์ไฮบริดในเครือเสียใหม่ และเรียกทุกอย่างที่ใช้เครื่องยนต์แบบดังกล่าวรวม ๆ กันว่า e:HEV (อี:เอชอีวี) ซึ่งก็สร้างความสงสัยกันพอสมควรว่ามันแตกต่างกันอย่างไรในเบื้องต้น

เอาจริง ๆ ก็ถือว่าไม่ได้แตกต่างอะไรกันในด้านของการตอบสนองของเครื่องยนต์ไฮบริดของฮอนด้า ที่มาพร้อมระบบเกียร์ซีวีทีไฟฟ้าหรือที่ฮอนด้าเรียกมันว่าอีซีวีที ลักษณะการตอบสนองที่เครื่องยนต์จะเลือกการทำงานของไฟฟ้าและเครื่องยนต์โดยอัตโนมัติ สร้างความกระชับกระเฉงในการออกตัว

เพียงแต่ลักษณะของการออกตัวจะไม่ได้ปรู๊ดปร๊าดกวาดรอบเครื่องกันดุดันอะไรอย่างนั้น แต่การตอบสนองจะออกแนวนุ่ม ๆ เงียบ ๆ แต่แรงนะ ดูจากมาตรวัดความเร็วที่ลากรอบกันอย่างดุดันเอาเรื่อง 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงนั้นอยู่ที่ต่ำกว่า 10 วินาที พร้อมทำความเร็วสูงสุดเกิน 180 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

ผลประกอบการของการนำเครื่องยนต์เบนซิน 1.5 ลิตรแบบแอทคินสัน ไซเคิล มาประกอบร่างกัมอเตอร์ไฟฟ้า 2 ตัว ที่แยกหน้าที่กันอย่างชัดเจนระหว่างมอเตอร์ไฟฟ้าสำหรับการสำรองไฟและมอเตอร์ไฟฟ้าสำหรับการขับเคลื่อน แยกกันทำงานของใครของมัน ตัวปั่นก็ปั่นไป ตัววิ่งก็วิ่งไป

เกียร์อัตโนมัติ eCVT พัฒนาสำหรับรถไฟฟ้าโดยเฉพาะ

เครื่องยนต์นั้นให้กำลังสูงสุด 98 แรงม้า ที่ 5,600-6,400 รอบต่อนาที พร้อมแรงบิดสูงสุด 127 นิวตันเมตรที่ 4,500-5,000 รอบต่อนาที มอเตอร์ไฟฟ้าให้กำลังสูงสุด 109 แรงม้า ที่ 3,500-8,000 รอบต่อนาที พร้อมด้วยแรงบิดสูงสุด 253 นิวตันเมตรที่ 0-3,000 รอบต่อนาที ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติอี-ซีวีที

ฮอนด้าคุยว่าเกียร์ตัวใหม่นี้ เป็นระบบส่งกำลังที่พัฒนาสำหรับรถไฟฟ้าโดยเฉพาะ และเมื่อรวมกำลังของเครื่องยนต์และมอเตอร์ไฟฟ้าเข้าด้วยกัน ฮอนด้า ซิตี้ อี:เอชอีวี ให้กำลังสูงสุด 126 แรงม้า พร้อมแรงบิดสูงสุด 253 นิวตันเมตร โดยการขับขี่ส่วนใหญ่จะใช้มอเตอร์ขับเคลื่อนเป็นหลัก 

Honda LaneWatch ติดตั้งมาเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน

ยกเว้นแต่ในกรณีที่มีการเร่งความเร็วหรือการขับขี่ที่ความเร็วสูง จะตัดการทำงานผ่านคลัตช์ให้ส่งกำลังจากเครื่องยนต์ไปที่ล้อ ช่วยให้เครื่องยนต์เดินเงียบและประหยัดเชื้อเพลิงมากขึ้น โดยการขับขี่ปกติเมื่อเช็คจากระบบในรถ จะกินน้ำมันที่ราว ๆ 22 กิโลเมตรต่อลิตร และลดลงเล็กน้อยเวลาทำความเร็วสูง

แม้จะปรับตัวรถมาดีงามจนถึงขีดสุดเท่าที่รถเล็กคันนึงควรจะมีได้ แต่โดยส่วนตัวผมว่ารถมันนิ่งขรึมไปนิดนึง เมื่อเทียบกับสมรรถนะที่ได้มา เหมือนเราขับรถไฟฟ้าทั่ว ๆ ไปที่ทุกคนบอกว่าอยากได้ฟีลลิ่งของความสปอร์ตมากขึ้นอีกนิด เจ้า Honda City e:HEV คันนี้ก็คงมีคนคอมเมนต์แบบนี้เหมือนกันล่ะ

พื้นที่ตอนหลังขนาดใหญ่ยังเป็นจุดขายที่โดดเด่น
รายละเอียดทางเทคนิค Honda City e:HEV
เครื่องยนต์ สปอร์ต ไฮบริด ไอ-เอ็มเอ็มดี
ความจุ แอทคินสัน ไซเคิล 1.5 ลิตร
กำลังสูงสุด 98 แรงม้า
แรงบิดสูงสุด 127 นิวตันเมตร
กำลังมอเตอร์ไฟฟ้า 109 แรงม้า
แรงบิดมอเตอร์ไฟฟ้า 253 นิวตันเมตร
กำลังสูงสุดรวม 126 แรงม้า
ปล่อยไอเสีย 85 กรัมต่อกิโลเมตร
อัตราสิ้นเปลือง  27.8 กิโลเมตรต่อลิตร

กล้องที่ติดตั้งเพิ่มมาที่กระจกมองข้างด้านซ้าย

ระบบความปลอดภัยและการเชื่อมต่อที่เพิ่มมาท้าชน Mazda 2

ถ้าในตลาดอีโคคาร์มี Mazda 2 เป็นผู้นำในด้านเทคโนโลยีและระบบความปลอดภัยมาช้านาน จนเราต้องยอมจ่าย 7.99 แสนบาทเพื่อแลกกับรุ่นท็อปของค่ายปีกบิน ฮอนด้าที่ทำตลาดรถที่แพงกว่านั้นไปอีกนิด จะใส่มาแต่เครื่องยนต์ไฮบริดก็คงไม่พอ และแน่นอนว่าที่เพิ่มมาคือระบบต่าง ๆ ที่มากมาย

เริ่มตั้งแต่การเพิ่มระบบความปลอดภัย Honda Sensing (ฮอนด้า เซนส์ซิ่ง) ลิขสิทธิ์เฉพาะของแบรนด์ ที่ฮอนด้าคัดเลือกมาว่าพอเหมาะพอเจาะกับรถขนาดนี้ ระบบประกอบไปด้วยกล้องด้านหน้าสามารถจับภาพมุมกว้างระยะไกลได้ และมาพร้อมระบบช่วยเหลือด้านการขับขี่ครบครัน 

ไม่ว่าจะเป็นระบบเตือนการชนพร้อมระบบช่วยเบรก ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน ระบบเตือนและช่วยควบคุมเมื่อรถออกนอกช่องทางเดินรถ ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในช่องทางเดินรถ และระบบปรับไฟสูงอัตโนมัติ และระบบแสดงภาพมุมอับสายตาขณะเปลี่ยนเลน (Honda LaneWatch)

เบรกมือไฟฟ้า พร้อมระบบ Break Hold อันดีงาม

นอกจากนี้ ยังติดตั้งเบรกมือไฟฟ้า พร้อมระบบ Brake Hold อัตโนมัติ ระบบล็อกรถอัตโนมัติเมื่อกุญแจรีโมทอยู่ห่างจากตัวรถ ถุงลม 6 ตำแหน่ง และกล้องส่องภาพด้านหลังปรับมุมมอง 3 ระดับ รวมถึงระบบความปลอดภัยพื้นฐานมากมาย เช่นระบบช่วยการออกตัวบนทางลาดชัน เป็นต้น

และเพื่อเอาใจกลุ่มลูกค้ายุคใหม่ที่เน้นการเชื่อมต่อทุกอย่างผ่านโทรศัพท์มือถือ ฮอนด้าทำการติดตั้งระบบ Honda Connect (ฮอนด้า คอนเนค) ที่ช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถสื่อสารกับรถได้ผ่านแอพพลิเคชั่นบนโทรศัพท์มือถือ รวมถึงสามารถตรวจสอบสถานะของรถได้อย่าครบวงจรผ่านหน้าจอของตัวเอง

นี่คือโลกยุคใหม่ของอีโคคาร์

จริง ๆ แล้วตลาดรถยนต์อีโคคาร์ในประเทศไทยก็ถือว่ามีการขยับตัวกันค่อนข้างเร็วนะครับ ถ้ายังจำกันถึงเครื่องยนต์ 1.3 ลิตรใน Nissan March (นิสสัน มาร์ช) อีโคคาร์รุ่นแรกของประเทศไทย หรือเครื่องเล็กกว่านั้น 1.0 ลิตร ใน Suzuki Celerio (ซูซูกิ เซเลริโอ) ซึ่งเคยต้องตอบคำถามว่าวิ่งไหวไหม

จากนั้น Mazda (มาสด้า) ก็มาสร้างความแตกตื่นให้กับวงการรถเล็กด้วยเครื่องยนต์ดีเซลสมรรถนะสูงและเทคโนโลยีใหม่ ๆ จนกลายเป็นตัวท็อปของวงการนี้มานาน และเมื่อเวลาเปลี่ยนไป ทำไมรถเล็กจะใช้เครื่องยนต์เทอร์โบไม่ได้ Nissan Almera (นิสสัน อัลเมร่า) ก็เปิดตัวเครื่อง 1.0 ลิตรเทอร์โบซะเลย

ฮอนด้าเองถือว่าเพลี่ยงพล้ำคู่แข่งไปมากกับการเปิดตัวรถยนต์ในโครงการอีโคคาร์เฟสแรก เพราะทั้ง Honda Brio (ฮอนด้า บริโอ้) และ Honda Brio Amaze (ฮอนด้า บริโอ้ อเมซ) นั้นไปไม่ค่อยเป็นเสียเลย การกลับมาทวงบัลลังค์อีกครั้ง พวกเขาจึงจับฮอนด้า ซิตี้ ลงมาแข่งในกลุ่มนี้อย่างจริงจัง

ตำแหน่งของเบาะคนขับ เรารู้สึกว่ามันสูงไปเล็กน้อย

ซิตี้นั้นมีดีกรีเป็นถึงรถยนต์นั่งซีดานที่ขายดีที่สุดในกลุ่มบี-เซกเมนต์มาก่อน เมื่อเอาตัวถังที่มาพร้อมอรรถประโยชน์มากมายมาใส่เครื่องยนต์เล็กที่ประหยัดแต่เรียกกำลังได้อย่างต่อเนื่องอย่างเครื่อง 1.0 ลิตรเทอร์โบ ก็ไม่ต้องแปลกใจที่ตัวเลขนั้นจะวิ่งฉิวติดลมบนกันอย่างต่อเนื่องในปีที่ผ่านมา

แต่กับเครื่องยนต์ไฮบริดนั้น เปรียบเหมือนการเดินเกมที่ขยับตลาดอีโคคาร์ไปอีกยุคหนึ่ง ที่ใคร ๆ ก็เรียกหารถยนต์พลังงานไฟฟ้า แต่ส่วนใหญ่ ระบบไฮบริดนั้นจะมากับรถใหญ่ราคาแพงลิบลิ่ว แม้แต่ตอนนี้ในระดับราคาต่ำกว่า 1 ล้านบาท ก็มีไฮบริดทำตลาดอยู่เพียงไม่กี่รุ่นเท่านั้นในประเทศไทย

ถามว่าพอเปลี่ยนมาเป็นไฮบริดแล้ว ฮอนด้า ซิตี้ เปลี่ยนไปอย่างไรบ้าง หนึ่ง แรงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด สอง ความไหลลื่นของเครื่องยนต์และระบบส่งกำลังดีกว่าเห็น ๆ สาม อุปกรณ์และระบบความปลอดภัยที่ติดตั้งเพิ่มขึ้นมาเพื่อให้คุ้มกับราคา และสุดท้าย การประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงอย่างน่าประหลาดใจ

พอเอาข้อดีทั้งหมดมารวม ๆ กับอรรถประโยชน์ของตัวรถที่มีอยู่มากมาย ห้องโดยสารกว้างใหญ่ อุปกรณ์ในรถใช้งานง่ายและสะดวก เบาะที่นั่งพอไหว แม้ตำแหน่งรองเข่าของเบาะหน้าจะสั้นไปหน่อย หมอนรองคอตอนหลังจะเตี้ยและจมไปสักนิด ซึ่งหากในอนาคตมีปรับตรงนี้ได้ก็จะถือว่าดีงามมากขึ้น

ความสนุกสนานในการขับขี่อาจจะสู้คู่แข่งที่ใช้เกียร์อัตโนมัติ 6 จังหวะไม่ได้ แต่เมื่อมองไปที่อุปกรณ์ความปลอดภัยที่ให้มาถือว่าครบครันและเพียงพอต่อความต้องการในการใช้งาน แถมโดยส่วนตัวยังแอบคิด ๆ ว่าอีโคคาร์จำเป็นจะต้องมีอะไรมากขนาดนี้ไหม บางชิ้นนี้มากกว่ารถในกลุ่มซี-เซกเมนต์ด้วยนะ

นอกจากนี้ ฮอนด้าก็รู้ดีอยู่แล้วว่าความเชื่อมั่นของผู้บริโภคกับรถยนต์ประเภทไฮบริดยังคงมีข้อสงสัยอยู่ พวกเขาจึงให้การรับประกันอายุการใช้งานแบตเตอรี่ถึง 10 ปี และรับประกันระบบไฮบริดทั้งระบบ 5 ปี ไม่จำกัดระยะทาง พร้อมขยายการรับประกันคุณภาพรถยนต์ใหม่สูงสุด 5 ปี หรือ 1.4 แสนกิโลเมตร

งานนี้ต้องถือเป็นการเซตมาตรฐานใหม่ให้กับวงการอีโคคาร์อีกครั้ง และแน่นอนว่าบรรดาคู่แข่งที่อยากจะเปิดตัวรถรุ่นใหม่ ๆ ตามมาในอนาคต ก็คงต้องคิดกันหนัก ว่าจะนำจุดขายตรงไหนมาแข่งกันดี เพราะแม้แต่ในตลาดราคาระดับกลาง ฮอนด้า ซิตี้ เทอร์โบ ก็ถือว่าคุมเกมเอาไว้แล้วทั้งหมด

หลาย ๆ คนถามว่า Honda City e:HEV นั้นจะสามารถกินรวบตลาดได้ไปจนถึงขนาดไหน เอาเป็นว่าหลาย ๆ ครั้งที่มีคนถามผมแล้วว่า จะซื้อรถคันนี้ไปทดแทนรถยนต์นั่งขนาดกลางได้หรือไม่ หรือควรจะจ่ายเพิ่มอีกนิดเพื่อกระเถิบขึ้นมาจากอีโคคาร์ธรรมดาดีหรือเปล่า อันนี้แล้วแต่เงินในกระเป๋าเลยครับ!!!


 

คู่แข่งสายตรง Mazda 2 XDL ค่าตัว 7.99 แสนบาท

อดีตผู้นำด้านราคาในกลุ่มรถยนต์อีโคคาร์ในประเทศไทย Mazda 2 XDL ที่เปิดราคาจำหน่ายอย่างเป็นทางการในเวอร์ชั่นปรับโฉมครั้งล่าสุดที่ 7.99 แสนบาท มาพร้อมการเปลี่ยนแปลงทางด้านหน้าตา รูปลักษณ์ที่สปอร์ตขึ้น และการปรับห้องโดยสารภายในให้มีความหรูหราเพิ่มเติมจากเดิม

มาสด้าเลือกใช้เครื่องยนต์ดีเซล เทอร์โบ สกายแอคทีฟ-ดี แบบ 4 สูบ แถวเรียง 16 วาล์ว ขนาด 1,499 ซีซี. ที่ให้กำลังสูงสุด 105 แรงม้าที่ 4,000 รอบต่อนาที พร้อมด้วยแรงบิดสูงสุด 250 นิวตันเมตรที่ 1,500 – 2,500 รอบต่อนาที ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 6 จังหวะ ซึ่งให้การขับขี่ที่ยอดเยี่ยม

ในการปรับโฉมครั้งล่าสุด พวกเขาเพิ่มขนาดล้ออัลลอยเป็น 16 นิ้ว เพิ่มระบบเอนเตอร์เทนเมนต์ที่รองรับ Apple CarPlay และ Android Auto พร้อมกล้องมองภาพรอบคัน 360 องศา แพดเดิลชิฟท์มีมาให้ แต่เบรกมือยังเป็นแบบก้านโยกอยู่ ขณะที่ความปลอดภัยเพียบพร้อมที่สุดคันหนึ่งของยุค

เป็นผู้มาก่อนกาลที่โดนท้าทายอย่างแท้จริง!!!

 

รีวิว

รถใหม่ล่าสุด