Review : Ford Everest 4x4 Titanium+ ราคาเดิม ดีขึ้นทุกด้าน แต่เจอคู่แข่งแล้วยังสู้ไหวไหมนะ

Mr.Argus · Jan 29, 2021 06:56 PM

ลองขับรุ่นท็อป Titanium+ 4x4

ลองขับรถ PPV ที่กำลังสูงสุดในไทย กับคำร่ำลือเรื่องเกียร์พังในอดีต หาคำตอบว่ายังจริงหรือเปล่า ขายราคาเดิมจะมีอะไรเปลี่ยนเยอะไหม ซื้อคู่แข่งจะคุ้มกว่ารึป่าว ขับมาแล้วจับเทียบให้ครบทุกรุ่นในไทย

โฉมปี 2021 ภายนอกต่างเล็กน้อย

2021 Ford Everest (ฟอร์ด เอเวอเรสต์) คือรถยนต์อเนกประสงค์ดัดแปลงจากกระบะ PPV ที่ใช้พื้นฐานเดียวกับ ฟอร์ด เรนเจอร์ ขายมาตั้งแต่ปี 2013 ถูกไมเนอร์เชนจ์รอบที่สองไปแล้วเมื่อปลายปี โดยปรับหน้าตาใหม่ รวมถึงชิ้นส่วนกลไกใหม่หมดจรด ในวันนี้เราจะทดลองขับรุ่นท็อป มีราคา 1.799 ล้านบาท

ถ้าไม่สังเกตอักษร 4x4 ก็ไม่รู้ว่าเป็นรุ่นท็อป

ราคา Ford Everest 2021

Trend

1,299,000 บาท

Titanium

1,399,000 บาท

Titanium Sport 

1,429,000 บาท

Titanium+ 4x2

1,599,000 บาท

Titanium+ 4x4

1,799,000 บาท

ลายกระจังใหม่แบบตะแกรง

เพิ่มอักษรบนขอบฝากระโปรง

จุดเด่นของ 2021 Ford Everest Titanium+ 4x4

  • เครื่องยนต์กำลังแรง

  • ช่วงล่างมั่นคง

  • ระบบความปลอดภัยเพียบ

  • ซันรูฟไฟฟ้าขนาดใหญ่

  • เบาะแถวสามพับด้วยไฟฟ้า

  • ระบบเตือนการชนด้านหน้าและเบรคอัตโนมัติ

  • ระบบเตือนจุดบอดด้านข้างและหลัง

  • ระบบคุมความเร็วรักษาระยะห่างอัตโนมัติ

แรงกว่าใครในระดับเดียวกัน

ล้อขอบ 20 นิ้ว สวยเต็มซุ้ม

ภายนอกแทบไม่แตกต่างจากเดิม

ดีไซน์รูปทรงไม่มีการเปลี่ยนแปลงเลยตั้งแต่ปี 2013 ต่างจากคู่แข่งที่ทะยอยเปลี่ยนทรงกระจังและไฟหน้ากันยกใหญ่ อีกทั้งลายกระจังแบบ 3 มิติ กับตัวอักษรบนฝากระโปรง ก็มีมาให้ตั้งแต่รุ่นเกือบล่างสุดแล้ว เรียกได้ว่าภายนอกมีรูปทรงเหลี่ยมจากปี 2013 แถมยังให้การตกแต่งรายละเอียดไม่ต่างจากรุ่นล่าง ซึ่งสีตัวถังใหม่ เฉดขาวมุก Snowflake White Pearl เพิ่มความพรีเมี่ยมให้กับรถ แต่ก็ไม่ได้ช่วยเพิ่มความแตกต่างมากนัก ถ้าไม่สังเกตตัวอักษร 4x4 ท้ายรถ ก็จะไม่รู้เลยว่าคนนี้ขับรุ่นท็อปอยู่

ภายในไม่เปลี่ยนแปลง

จุดเปลี่ยนแปลงภายนอกจากรุ่นปี 2020

  • กระจังหน้าลายตะแกรงไขว้นูนต่ำ 3 มิติ

  • ตัวอักษรบนขอบฝากระโปรงรถ

  • สีขาวมุก Snowflake White Pearl

มาตรวัดบ่งบอกมุมการขับ เฉพาะรุ่น 4x4

ซันรูฟไฟฟ้าขนาดใหญ่มีเฉพาะ Titanium+

มิติตัวถัง 2021 Ford Everest

กว้าง

1,869 มม.

ยาว

4,903 มม.

สูง

1,837 มม.

ระยะฐานล้อ

2,850 มม.

ความสูงใต้ท้อง

225 มม.

น้ำหนัก

2,460 กก.

เบาะหลังปรับเอนได้

เบาะเตี้ยกว่าคู่แข่ง เฮดรูมยังเหลือ

ห้องโดยสารหน้าตาอันคุ้นเคย

ถ้ามองแบบผ่าน ๆ ก็ต้องถือว่าห้องโดยสารภายในนั้นแทบจะไม่มีการปรับเปลี่ยนอะไรไปจากเดิมเลย เบาะนั่งแบบเดียวกัน การใช้แผงตกแต่งคอนโซลเหมือนเดิม แต่เราคาดหวังอะไรมากไม่ได้ เพราะฟอร์ดรุ่นนี้ไม่มีการปรับราคาขึ้น ขายราคาเท่าเดิม ออพชั่นภายในก็ยังคงเท่าเดิม เป็นสิ่งที่ไม่น่าแปลกใจอะไร

พับราบเรียบจนนอนได้

เบาะแถวสามพับด้วยไฟฟ้า

จุดเด่นจากรุ่นเดิมยังอยู่ครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็นเบาะปรับไฟฟ้าทั้งคนขับและคนนั่ง 6 ทิศทาง และยังมีนวมดันหลังทั้งคู่ ส่วนเบาะแถว 3 มีปุ่มกดพับไฟฟ้าได้จากด้านหลัง และเครื่องเสียงที่รองรับทั้ง Apple และ Android ให้ลำโพง 10 จุดทั่วถึงทั้งคัน

แตกต่างกว่าใครด้วยเครื่อง 215 แรงม้า

เร่งฉับไว คุมได้อยู่หมัด

เครื่องยนต์แรงอยู่แล้ว ทนยิ่งขึ้นอีก

เครื่องยนต์เทอร์โบคู่ คือความแตกต่างที่ชัดเจนที่สุดจากรุ่นย่อยอื่น ๆ เพราะถูกทำมาคู่กับระบบขับเคลื่อน 4 ล้อหนึ่งเดียวในรุ่น กำลัง 213 แรงม้าในมือนี้ ถือว่าเป็น PPV ที่มีพลังสูงสุดในไทย เร่งแซงทันใจ แต่ความไวคันเร่งนั้นไม่มีเลย เพื่อให้ขับได้ทุกเพศวัย ไม่ว่าเท้าขวาหนักแค่ไหน ก็สามารถควบคุมรถโดยที่ไม่ลั่นคันเร่งล้อฟรีออกตัวไป นับเป็นการตั้งค่าระยะคันเร่งที่ฉลาดมาก

ข้อมูลทางเทคนิค 2021 Ford Everest Titanium+ 4x4

เครื่องยนต์

ดีเซล เทอร์โบ 4 สูบ

กำลัง (แรงม้า/รอบต่อนาที)

215 / 3,750

แรงบิด (นิวตัน-เมตร/รอบต่อนาที)

500 / 1,750-2,000

เกียร์

อัตโนมัติ 10 สปีด

ช่วงล่างหน้า

อิสระปีกนกคู่ คอยสปริง และกันโคลง

ช่วงล่างหลัง

คอยสปริง พร้อมวัตต์ลิ้งค์ และกันโคลง

ช่วงล่างหน้าปีกนกคู่

ช่วงล่างหลังคอยสปริง มีกันโคลงแบบ Watt's link

ช่วงล่างนิ่งสมราคาคุย

ย่อหน้านี้อ่านแล้วจะหาว่าอวย เพราะเรื่องช่วงล่างต้องยอมใจให้รุ่นนี้จริง ๆ เพราะเซ็ตมาแตกต่างจากรุ่น 2.0 เทอร์โบเดี่ยวที่เคยลองขับมาแล้ว โดยรุ่นท็อปสุดนี้ มีการเซ็ตด้านหน้าให้เหนียวหนืด ลดอาการเต้นของช่วงล่างลง ซับแรงได้มาก เก็บแรงไม่สะท้อนดีดกลับ ประกอบกับระบบขับเคลื่อน 4 ล้อที่ลดอาการท้ายปัดอย่างปลิดทิ้ง ซึ่งได้ลองขับด้วยตัวเองในสถานการณ์จริง

ลองขับแบบไม่ประหยัดน้ำมัน

การลองช่วงล่างนี้ใช้งานในชีวิตประจำวันกับสะพานกลับรถแห่งหนึ่ง ที่เราคุ้นเคยว่าใช้ความเร็วปลอดภัยที่ 50 กม./ชม. แต่ครั้งนี้เราสามารถเข้าไปได้เกือบ 60 กม./ชม. อย่างไม่แคร์รอยต่อถนนแต่อย่างใด จะมีแต่อาการโยนตัวเท่านั้นให้หวาดเสียวเล่น ๆ แต่การเป๋ปัดนั้นเสมือนว่าไม่เคยเกิดขึ้นเลย

เรดาร์ตรวจจับและเตือนก่อนการชน

กล้องหลังความละเอียดสูง แต่ตอนกลางคืนก็อีกเรื่อง

ลองระบบความปลอดภัย ให้เยอะมาก

ระบบความปลอดภัยถือว่ามาครบจริง ที่ใช้งานบ่อยสุดคือเซนเซอร์หน้ารถ ที่ทำงานได้แม่นยำถูกใจ ไม่ชิดวัตถุมากเกินไป จอดแล้วยังเหลือช่องระหว่างรถให้เดินผ่านได้ รวมถึงกล้องมองหลังนี้ใช้บ่อยพอกัน แต่ตอนกลางคืนภาพไม่ชัดเท่าไหร่ ประกอบกับสัญญาณเตือนรถวิ่งตัดหลัง ที่มองเห็นได้แต่ไกล แม้แต่เด็กตัวเล็ก ๆ ก็ยังตรวจจับได้

ระบบเตือนมุมอับ โชว์ขึ้นกระจก

ระบบเตือนการชนด้านหน้ายังมีความแปลกอยู่บ้าง เช่น เมื่อมีมอเตอร์ไซค์ลัดเลาะมาหน้ารถเราที่ความเร็วต่ำ ระบบก็ขึ้นเสียงเตือน หรือรถที่จอดอยู่ไหลทาง (กินเลนเรามาเล็กน้อย) ก็ขึ้นเสียงเตือน แต่บางทีเสากั้นที่จอดรถหน้าร้านสะดวกซื้อ กลับไม่เตือนซะงั้น อันนี้แล้วแต่กรณี ซึ่งไม่ได้เกิดขึ้นบ่อย ๆ

ตำแหน่งเล่นเกียร์แบบ manual ที่ชอบเฉพาะบางคน

เกียร์ 10 สปีดที่ขับยังไงก็ไม่พัง

สิ่งที่เราอยากลองของก็คือ เกียร์อัตโนมัติ 10 สปีดที่หลายคนเจอปัญหาพังกลางทาง เมื่อได้รับรถแล้วก็จัดการขับโหดทรมาณเกียร์ ทั้งแบบออกตัวกระชาก บรรทุกของหนักพร้อมโดยสารคนเต็มคัน ขึ้นทางชันด้วยเกียร์ 1 ลากรอบยาว ๆ แม้กระทั่งลองเข้าเกียร์ว่างขณะรถวิ่งอยู่ โดยหวังว่าจะได้ขึ้นรถสไลด์อย่างที่หลายคนโดน แต่กลับต้องผิดหวัง เพราะ ฟอร์ด เอเวอเรสต์ ยุค 2021 ขับขี่ได้ปกติ พาถึงจุดหมายไม่ตายกลางทาง ลองมาแล้วถึงกล้าพิมพ์แบบนี้ครับ

โหมดการขับแบบออฟโรด

อัตราการกินน้ำมันไม่ต้องห่วง กินดุแน่นอนตามสไตล์รถหนัก 2.5 ตันรวมคนขับ ในการขับทดสอบโหด ทรมาณเกียร์ และแช่ในการจราจรติดขัดของกรุงเทพเป็นหลักแล้ว พบตัวเลข 11 กม./ล. แสดงขึ้นหน้าจอ นับว่าไม่แย่เกินความคาดหมาย ถ้าขับแบบไม่โหดตอดเวลาแบบนี้ อาจจะมีตัวเลข 13 ให้เห็น

ขับดี ๆ อาจจะได้ 13 กม./ล.

เปลี่ยนน้อย แต่เปลี่ยนนะ

อาจจะเกิดคำถามที่ว่า “เปลี่ยนแค่นี้เองหรือ?” ,“คุ้มค่าหรือ?” แต่ไส้ในหลายชิ้นถูกเปลี่ยนใหม่แล้ว ได้หน้าสวยและตกแต่งเพิ่มเติม แถมนอกจากนี้ ยังมีการปรับปรุงเครื่องยนต์ให้ดีขึ้น เพิ่มความทนทานในการใช้งาน ด้วยวัสดุใหม่ เห็นแบบนี้แล้ว ก็สามารถวางใจฟอร์ดขึ้นมาได้อีกระดับหนึ่ง ว่าเขาไม่ปล่อยผ่านปัญหาแถมยังขายในราคาเท่าเดิมอีกด้วย

รุ่นขับสองล้อ ถูกกว่า 2 แสน ออพชั่นแบบเดียวกัน

ถ้าเอื้อมไม่ไหวก็ซื้อรุ่นขับสอง

แม้ว่าจะยังคงราคาเดิม 1.799 ล้าน แต่ก็ถือว่าแพงเป็นอันดับ 2 รองจากเจ้าตลาด ซึ่งทีมงานแนะนำว่า หากไม่ซีเรียสเรื่องเครื่อง 215 แรงม้ากับระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ ให้มองรุ่นขับเคลื่อน 2 ล้อที่มีราคาถูกลง 2 แสนบาท กับออพชั่นและความปลอดภัยไฮเทคเหมือนกันทุกประการ

คู่แข่งสายตรง 2021 Isuzu MU-X 

รถคู่แข่งที่จะทำให้ผู้อ่านลังเลนั่นคือ Isuzu MU-X (อีซูซุ มิว-เอกซ์) รุ่นย่อย 4x4 3.0 Ddi Ultimate A/T มีราคาเพียง 1,579,000 บาท เป็นรถโฉมใหม่ทันสมัยกว่า ภายในตกแต่งสไตล์หรูหรากว่ามาก พร้อมได้ระบบความปลอดภัยทันสมัยทัดเทียมกัน กับช่วงล่างที่นุ่มสบายกว่า แถมชื่อชั้นอีซูซุย่อมมีเครดิตดีเรื่องบริการหลังการขาย เสียตรงที่เครื่องโบราณไปหน่อย กำลังแรงม้าด้อยกว่าเล็กน้อย และเสียภาษีประจำปีแพงไปนิด

คู่แข่งที่น่ากลัว 2020 Toyota Fortuner Legender

เจ้าตลาดอย่าง Toyota Fortuner (โตโยต้า ฟอร์จูนเนอร์) ที่ขายดีติดลมบน และได้ปรับหน้าตาไปแล้วเมื่อกลางปีก่อน ด้วยรุ่นย่อย 2.8 Legender 4WD ราคา 1,839,000 บาท ให้กระจังหน้าใหม่ ไฟหน้าใหม่ มีความสปอร์ตสวยงามแตกต่างจากรุ่นล่างชัดเจน ได้เครื่องยนต์ที่ปรับปรุงใหม่ ได้กำลัง 204 แรงม้า ข้อเสียคือยังขาดระบบความปลอดภัยก่อนการชน และระบบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบรักษาระยะห่างได้

คู่แข่งสายหรู 2020 Mitsubishi Pajero Sport

ทางเลือกสำหรับสายหรูกับ Mitsubishi Pajero Sport (มิตซูบิชิ ปาเจโร สปอร์ต) ในรุ่นย่อย GT-Premium 4WD Elite Edition ราคา 1,629,000 บาท ได้ออพชั่นหรูหราสุดขีด ตั้งแต่การตกแต่งด้วยสเกิร์ตและสปอยเลอร์รอบคัน เบาะหนังสะท้อนความร้อน มีเบรคมือไฟฟ้า พร้อม Auto Hold เบาะหลังได้จอพับได้ฝังเพดาน ส่วนความปลอดภัยก็มีครบเหมือนกัน ในราคาถูกกว่าเป็นแสนบาท ถ้ายอมรับเรื่องพละกำลังไม่แรงทันใจได้ล่ะก็ ต้องไม่พลาดรุ่นนี้

All-New 2019 Nissan Terra (2019 นิสสัน เทอร์ร่า)

จะไม่มองรุ่นนี้ได้ยังไง 2020 Nissan Terra

คุ้มเกินคาดขนาดนี้ จะมองข้ามไปได้ยังไงกับ Nissan Terra (นิสสัน เทอร์รา) ได้รุ่นท็อป 2.3 VL 4WD 7AT ราคาเพียง 1,459,000 เท่านั้น ให้ออพชั่นครบเครื่องตั้งแต่ เบาะปรับไฟฟ้า 8 ทิศทางพร้อมดันหลังไฟฟ้า เบาะแถวสองพับได้ด้วยไฟฟ้า มีหน้าจอฝังเพดานตอนกลาง ให้กระจกมองหลังแสดงผลจากกล้องโดยตรง ได้ระบบเตือนจุดบอดรอบคัน ระบบเตือนเมื่อรถออกนอกเลน แต่ยังขาดระบบเตือนการชนด้านหน้า และระบบรักษาระยะห่างอัตโนมัติ

รีวิว

รถใหม่ล่าสุด